งานพิเศษขายเสื้อผ้ามือสอง ย่าน pantip ประตูน้ำ แนวทางใหม่ตลาดนัดมือสอง

ขายเสื้อผ้ามือสอง

งานพิเศษขายเสื้อผ้ามือสอง ย่าน pantip ประตูน้ำ แนวทางใหม่ตลาดนัดมือสอง ประสบการณ์ตรงจากตัวผมเอง เมื่อซัก 4 – 5 เดือนที่ผ่านมา ด้วยความที่ลูกชาย อายุได้ประมาณ 8 – 9 เดือน และเงินเดือนตัวเองที่ได้มาในแต่ละเดือน ไม่พอใช้ ที่จะใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ในแต่ละเดือน ต้องอดบ้าง กินบ้าง เป็นช่วงชีวิตที่ไม่มีความสุขเลย ในหัวคิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตรอดผ่านไปได้ในแต่ละเดือน เราต้องหารายได้เสริมและทำงานเพิ่มและ คิดในใจว่าต้องหาอะไรที่ลงตัวและสามารถทำได้ด้วยตัวเอง

ขายเสื้อผ้ามือสอง ตลอดแรกที่ผมเริ่มลงมือทำ
ยอมรับว่าด้วยความที่ไม่ประสากับเรื่องนี้เท่าที่ควร ประกอบกับมีเงินทุนในมือรวมแล้วไม่เกิน 8000 บาท จากการหยิบยืมมาได้ แบบต้องผ่อนชำระ กระสอบแรกเป็นผ้ารวมบาง 50 กิโล ในราคา 6300 บาทรวมส่ง ยอมรับว่าขาดทุนโดยสิ้นเชิงได้กำไรมาไม่พอกับค่าใช้จ่ายรวมถึงทุนที่หมดไปแทบทุกวัน ทั้งซื้อเหมาน้ำสองจากบ้านต่างๆ ที่ขายเหมาเป็นตัวๆ 10-15 บาทแต่ก็ไม่ได้ของดีอย่างที่คิดเสียบ้างเปื้อนบ้าง ขาดบ้าง “เฮ้อ” แทบไม่ต้องทำอะไรกันพอดี ขาดทุนแน่นอนทั้งๆที่ขยันขายทุกวันและมีแค่มอเตอร์ไซด์ที่พ่วงด้วยรถเข็ญ ปุเลงปุเลง ไปขายตามตลาดที่คิดว่าจะขายได้ในวันหยุดของสัปดาห์ ไกลแค่ไหนก็ต้องไปให้ได้ค่ากับข้าวก็ยังดี จนเงินทุนรวมๆ ทุกอย่างเหลือไม่ถึงครึ่ง แต่ก็ยังอยากขายอยู่ดี ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วเลือกแล้วก็ต้องทำและทำให้ได้ กระสอบน้ำ 2-3 รวมหาง ราคา 3300 ซึ่งตอนนั้นยังมีอยู่หลายกระสอบ จุดประกายความหวังมาอีกครับ ปัจจุบันผมขายในตลาดจ่ายกับข้าวในตอนเย็นทุกวัน อาจมีหยุดพักบ้างในบางวันที่ไม่สามารถปลีกตัวจากภาระงานประจำที่ทำได้ครับ ชีวิตเริ่มสะดวกและมีเงินใช้จ่ายในการดำรงชีวิตและคล่องมือมากว่าเมื่อก่อนพอสมควรตามอัตภาพที่ได้รับ

บทความนี้ผมจึงอยากจะเขียนเพื่อบอกเล่าหรือแนวทางมากว่าการเป็นคำชี้แนะ เพราะ บางท่านในที่นี้มีประสบการณ์และประสบผลสำเร็จมาอยู่หลายท่านและทุกท่านล้วนใจดีสามารถให้คำปรึกษาได้ แต่บางท่านอาจจะยังไม่มีเวลาที่จะเขียนหรือบอกเล่าผ่านกระทู้ร้านพี่มดได้เนื่องจากติดภาระกิจต่างๆกันไปครับ. จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการและอยากจะขายเสื้อผ้ามือสองและต้องการที่จะเริ่มอาชีพเสริมและอาชีพหลักได้

ฉันจะเริ่มอย่างไร? ต้องทำยังไง? ต้องเตรียมอะไรบ้าง? ต้องมีทุนแต่ไหนถึงจะพอ? หลายคำถามหลายความคิดผุดขึ้นมาในหัว แต่ยังหาคำตอบไม่ได้และอาจจะสงสัยและสับสน ภายหลังจากท่องในโลกอินเตอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูลต่างๆ ตามแต่จะหาได้และสนใจ How to?? อย่างแท้จริงครับ

มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ สำหรับผู้ที่กำลัง จดๆ จ้องๆ ว่าจะทำดีไม่ทำดี กับการค้าขายเสื้อผ้ามือสอง และสำหรับผู้ที่สนใจหาอาชีพเสริมแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำอะไรดี ควรสำรวจตัวเองก่อนเป็นอันดับแรกครับ ว่ามีแบบนี้หรือเปล่า

1. ลงทุน คำนี้หลายคนฟังแล้วบอกเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับบางคนที่เบี้ยน้อย อาจเป็นเรื่องใหญ่แม้ไม่ใช่เงินที่มากมายอะไรสำหรับคนที่มีมากมาย ให้สำรวจเงินในกระเป๋าว่ามีพอ และพร้อมที่จะใช้ไปกับการค้าขายและลงทุนแปรจากเงินเป็นเสื้อมือสอง ในระยะเวลา 1 เดือนขึ้นไปหรือเปล่า หลายท่านอาจจะไม่เข้าใจ

ยกตัวอย่างนะครับ ผมมีเงินอยู่ 10,000 ผมซื้อกระสอบผ้าตามที่ต้องการในราคา 7,000 บาทเท่ากับผมเปลี่ยนเงินเป็นเสื้อผ้ามือสองและ อีกสามพันผมต้องซื้ออุปกรณ์ ต่างๆ เช่น ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม ราวแขวนผ้า ไม้แขวนเสื้อ ฯลฯ อุปกรณ์อื่นในการขาย อีกประมาณ 1000-2000 บาทเท่ากับว่าคุณจะเหลือเงินติดกระเป๋า เพียง 1000 บาทครับ ซึ่งถ้าไม่นับเงิน ในกระเป๋าสามีที่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเท่ากับว่าคุณจะต้องมีเงินใช้เพียง 1000 บาทในอีก 1 สัปดาห์ที่จะถึง (อันนี้ในกรณีทีมีเงินติดมือแต่นั้นจริง ยังไม่พึ่งเงินในกระเป๋าสามีครับ)

เนื่องจากระยะเวลาในการดำเนินก่อนเริ่มต้นนั้นจะมีช่วงเวลาเริ่มแรกครับ ผมเรียกว่า ช่วงรอและว่างหากเป็นแม่ค้าเริ่มใหม่และตกงาน เมื่อสั่งกระสอบและโอนเงินต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 – 3 วันตามระยะทางที่กำหนด หากโชคไม่ดีไม่ได้อยู่ในเมืองอาจต้องรอถึง 5-6 วันกว่าจะได้กระสอบ และเมือได้มาใช่ว่าจะขายได้เลยต้องทำการคัดแยกและซักรีด เพื่อให้ ดูดีและขายได้ง่ายในวันเปิดตัวครับ ซึ่งขบวนการทั้งหมดตั้งแต่สั่งของ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 – 7 วันแน่นอนครับ คำถาม 1,000 บาท พอไหมกับการใช้ชีวิต ทำไมผมถึงเอาสิ่งนี้มาพูดหรือหยิบยกขึ้นมาเพราะว่า หากทำกับสามีสองคน โดยมีสามีทำงานประจำและยังใช้เงินกระเป๋าเดียวอยู่อาจไม่มีปัญหา แต่หากเป็นตัวคนเดียวและไม่มีเงินมากพอ จะทำให้ช่วงเวลาที่รอลำบากพอควรซึ่งหลายคนอาจจะรับไม่ได้ และไม่พร้อมจริงๆ อาจทำให้ท้อและ ถดถอยไปนั้นเองครับเพราะกว่าจะตั้งตัวได้คงใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ครับกว่าจะเข้าที่เข้าทาง ฉะนั้น ต้องคำนวณเงินและแบ่งส่วนที่จะลงทุนให้หาตัวเลขที่ลงทุนกับค่าใช้จ่ายประจำวันแยกกันไป และมองหาราคา กระสอบและวิธีที่เหมาะสมกับตัวเองครับ

ตัวอย่างการลงทุนครับ หากมีเงินงบประมาณน้อยในช่วงนี้

วันที่ 13.01.2554
อากาศเย็นอยู่อีก ไปจนถึงสิ้นเดือนมกราคม จะยังสามารถขายผ้าหนาได้อีกไม่เกินนี้ หากใครสั่งตอนนี้ได้ต้นทุนจะถูกหน่อย อยู่ที่ 3,700 – 6,000 บาทเท่านั้น คุ้มค่าคุ้มราคาแน่นอน เพราะดูในรายการกระสอบราคาถูกลงมาพอควรแล้วครับ ไม่เหมือนหนาวใหม่ๆ แพงกว่านี้ 1,000 – 2,000 บาท ทำให้ต้นทุนเราถูกไปด้วยครับ แต่ต้องขายทุกวันหลังจากได้ของนะครับไม่งั้นอาจระบายของไม่ทันหน้าหนาวและทุนจะจมได้ครับ แต่ใครอยากลงทุนและขายได้นานไปจนถึงหน้าร้อนให้ซื้อกระสอบผ้าบางรวม ยี่ห้อตามเลือกครับ ราคา ที่ 10,000 – 12,500 บาท ตามตารางราคาและช่วงเวลา หรือจะขอแบ่งครึ่งก็ หาร 2 ราคากระสอบบวกค่าส่ง 300 ก็ได้แต่การแบ่งครึ่งบางครั้งอาจจะได้ ครึ่งที่ไม่สวยไปก็ได้อันนี้ไม่สามารถควบคุมได้ครับ สู้ซื้อทั้งลูกไม่ได้ หัว กลาง หางครบ ไม่เสี่ยง หรืออื่นๆตามแต่ตลาดที่เราต้องการจะนำไปขาย ตามสะดวกครับ

ใครที่มีทุนมากคงทำอะไรได้ง่ายๆ พอควร สรุป เงินลงทุนครั้งแรกอยู่ที่ 5,000 – 13,000 บาท และเงินสำรองใช้จ่ายในบ้านอีกเล็กน้อยในช่วงรอ ครับ

ขายผ้ามือสอง ลงทุนหลักร้อยได้กำไรหลักร้อย ลงทุนหลักพันได้กำไรหลักพัน ลงทุนหมื่นได้หมื่น แต่ซื้อหวย เล่นการพนัน ลงทุนเท่าไร ได้ ศูนย์ ครับ

วันที่ 14.01.54
วันนี้วันศุกร์ ครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่เมื่อก่อนซัก 10 ปี มาแล้วที่ยังหลงในวังวนของความ ศิวิไลซ์ ในเมืองหลวงของประเทศ แต่ไม่ใช่ยุคที่เต็มไปด้วยการชุมนุมและแยกสีแต่อย่างใด ด้วยอารมณ์และในวัยรุ่นที่ต้องการหาสิ่งแปลกใหม่ ภายหลังจบชีวิตการเป็นนักศึกษาในรั้วมหาลัยแล้ว ต้องออกสู่โลกกว้างและยืนด้วยลำแข้งตัวเองมุ่งหน้าสู่เมืองทีคิดว่าจะสามารถทำเงินและสร้างอนาคตที่สดใสได้ ด้วยการห่างบ้านหอบประเป๋าที่บรรจุเสื้อผ้าไม่กี่ชุดพร้อมด้วยแฟ้มเอกสารส่วนตัว พร้อมรูปถ่ายและสำเนา พร้อมสำหรับการสมัครงาน พอได้งานก็ต้องทำงานอยู่ในกรอบของบริษัท ปฏิบัติงานอย่างมีแบบแผนตามแต่นายจ้างจะสั่งการโดยคำนึงถึงแต่ผลกำไร ผมในวัยนั้นวันศุกร์ไม่ได้เป็นวัน “สุข” แต่อย่างใด เพราะในใจคิดเสมอว่าเมื่อไหร่จะหลุดพ้นจากสิ่งที่เป็น จากไม่เคยเครียดก็ต้องเครียดจาการทำงาน ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่แทบไม่เพียงพอในแต่ละเดือน ท้องผูก ร่างกายอ่อนแอ สะสมโรค ไม่กระปรี้กระเปร่า

ในสมองมีแต่งานและความน้อยใจจากหัวหน้างานพร้อมที่จะพร่ำบ่นให้เพื่อร่วมงานฟังเสมอเมื่อมีโอกาส เหอๆ เป็นวังวน วนไปวนมาตั้งแต่ต้นจนจบ หากย้อนเวลา ไปได้ในวันนั้น ผมคงไม่หอบกระเป๋าเสื้อผ้าเข้าเมือง คงตัดสินใจอยู่ในถิ่นที่ตัวเองรักและเติบโตขึ้นมาโดยมี ญาติ พี่น้องเพื่อน ที่เรียนมาด้วยแต่เด็กและ สังคมที่คุ้นเคยได้เห็นความพัฒนาแบบช้าของชีวิตคนรอบข้าง และใช้ชีวิตแบบทีตัวเองอยากให้เป็น มากกว่ายอมให้ใครมาขีดเส้นชีวิตตัวผมเองด้วยเงินที่เจียดมาให้เราในรูปแบบของเงินเดือนครับ หลายคนคงเป็นและยังเป็นอยู่ ผมได้ได้บอกว่าการเป็นลูกจ้างไม่ดีแต่ผมคิดว่าการทำงานในถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเองเป็นสิ่งที่ดีกว่า ไม่ต้องไปกลัวว่าใครจะดูถูกว่าเราไม่มีหน้ามีตามีงานมีการทำที่ไม่ดี

ชีวิตการทำงานเป็นลูกจ้างเงินเดือนเหมือนกัน แต่ วิถีการใช้ชีวิตต่างกันครับ การทำงานต่างจังหวัดให้ชีวิตที่ต่างกันเช่น ไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อให้เข้าทำงานทัน เพราะที่ทำงานไม่ห่างจากบ้านเรามากนักขับมอเตอร์ไซด์ไป 5 – 10 นาทีก็ถึง หรือสามารถปั่นจักรยานไปทำงานได้ชื่นชมบรรยากาศยามเช้าและทักทายคนรู้จักอย่างสนิทใจและรับได้ถึงมิตรภาพมากกว่าในเมืองเป็นไหนๆ ได้ทำงานกับบุคคลในท้องถิ่นที่เราเคยคุ้นหน้าและอาจเป็นเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันมาก่อนในสมัยเรียน ได้บอกกล่าวพ่อและแม่และหากมีครอบครัวได้ไปส่งลูกไปโรงเรียนได้สั่งสอนและชี้แนะลูกขณะลูกไปโรงเรียนและ พบคุณครูที่เคยสอนเราและวันนี้ได้กลับมาสอนลูกเราให้เป็นคนดีเหมือนที่เคยสอนเรามาตั้งแต่เด็กครับได้เห็นลูกเราเติบโตขึ้นด้วยตัวเราเองโดยไม่ได้ผ่านสายโทรศัพท์ และไม่ได้ปล่อยไว้ให้ปู่ย่าตายาย เลี้ยงดูลูกและพอโตขึ้นมานิสัยไม่ได้ก็โทษคนเลี้ยงโดยลืมโทษตัวเองว่าได้มีเวลาให้เด็กแต่อย่างใด และอ้างว่าที่ทำไปก็เพื่อลูก ให้ได้ทุกอย่างยกเว้นเวลา ได้ความสุขทางใจไม่ได้ปล่อยผ่านให้ชีวิตไปอยู่ในเมืองเพื่อเจอคนที่คบได้แต่หน้าตาแต่นิสัยเห็นแก่ตัว กดขี่ กีดกัน หักหลัง เอาตัวรอด จ้องทำร้าย พึงพาใครไม่ได้ เฮ้อแค่บ่นก็ยาวได้เป็นหน้ากระดาษ

กลับเข้ามาเรื่องของการขายผ้ามือสองกันดีกว่าครับก่อนที่จะเลยเถิดไปมากว่านี้ สิ่งที่ต้องมีในข้อต่อไปคือ

2. เวลา เวลาทุกคนมีเท่ากันและได้ใช้เวลากันทุกคนตามแต่จะทำ สำหรับผู้ที่คิดจะค้าขายเสื้อผ้ามือสองคุณต้องมีเวลามากน้อยแค่ไหนเราต้องมาคุยกันครับ เรื่องของเรื่องไม่ใช่คุยกับแต่เริ่มต้นจากการสำรวจเวลาของตัวเองและครอบครัว ในที่นี้ผมขอพูดถึงเวลาของครอบครัวมากว่าเวลาส่วนตัวนะครับ สำหรับคนที่ไม่มีครอบครัวอาจจะจัดเวลาให้ตัวเองได้ง่ายจึ่งไม่ขอพูดถึงครับ สิ่งแรกที่ต้องทำคือสำรวจว่าในวันหนึ่งจะเราจะมีเวลาว่างจากการดูและครอบครัวและงานประจำเท่าไรก่อนที่จะมาขาย

หลายท่านที่ทำเป็นอาชีพเสริม อาจจะเป็นเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดงาน และมีหลายท่านที่ทำหลังเลิกงานอย่างผม เอาประเด็นการขายแบบเป็นอาชีพเสริมครับอันนี้ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร แต่ที่ห่วงคือสินค้าที่ได้มาจะกองและทุนจมพอควรเพราะใน 1 เดือนได้ขายเพียง 8 วัน หากเป็นเสาร์อาทิตย์ แต่หากเป็นหยุดวันอาทิตย์วันเดียวเท่ากับว่าได้ขายเพียง 4 วันเท่านั้นต่อเดือน อันนี้อาจจะไม่ไหวครับ เช่น ลงทุนซื้อกระสอบราคา 10,000 บาทแต่คุณมีเวลาขายแค่ 4 วันต่อเดือน เป็นตลาดนัดใหญ่พอควร ได้ยอดขาย 3,000 ทั้ง 4 วันตลอดเดือน เท่ากับว่าขายได้ 12,000 บาท หักค่าที่ค่าน้ำมันรถ ค่ากินในแต่ละวัน ประมาณ 200-300 เอาคูณวันที่ขาย เท่ากับ 800-1200 เหลือเงิน 11,200- 10,800 บาท ทุนกระสอบ 10,000 เท่ากับว่าได้เงินทุนคืนเมื่อครบ 1 เดือนหลังจากนั้น ก็เป็นกำไร แต่กว่าจะได้กำไรก็ต้องใช้เวลาพอสมควรเชียวครับ สัก 6-8 สัปดาห์ทีเดียวเชียว อันนี้คิดในกรณีที่ได้ยอดขาย 3000 ต่อครั้งที่ไปขาย แต่หากได้มากว่านั้นเวลาจะลดลงมาสำหรับการทำกำไร แต่ก็อย่าลืมนำทุนที่ได้เก็บไว้ซื้อกระสอบต่อไปได้หากยังติดใจและยังไม่เข็ด หุ หุ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือหากสัปดาห์ไหนที่เราไม่สามารถไปขายได้ก็อาจทำให้เราจมทุนได้ในระยะยาวกว่าจะได้ทุนคืน กว่าจะเห็นกำไรก็นานโข หากรอได้และหนักแน่นพอผมคิดว่าอยู่ได้ครับเพียงต่อต้องทำใจซะตั้งแต่เนิ่นเนิ่น

บันทึก