ไม่อยากอ้วนต้องเลิกนิสัยหยุดทานขนมหวานหลังทานอาหารมือหลัก

การลดความอ้วนควรลดขนมหวาน ไม่อยากอ้วนต้องเลิกนิสัยหยุดทานขนมหวานหลังทานอาหารมือหลัก อาหารในกลุ่มขนมหวาน ไอศรีมที่ทานหลังจากอาหารคาวมีส่วนประกอบหลักแป้ง น้ำตาล ไขมันมีผลทำให้ร่างกายขาดการสมดุลทำให้มีคาร์โบไฮเดรตและไขมันสะสมทำให้มีปัญหาสุขภาพต่างๆตามมา

 

การลดความอ้วนควรลดขนมหวาน

ในยุคที่เต็มไปด้วยขนมหวานที่แสนอร่อย ไอศครีม และช็อคโกแลต รสชาติเยี่ยม หลาย ๆ คนมักเคยชินกับการทานอาหารคาว(มื้อหลัก) แล้วต้องต่อด้วยขนมหวานเพื่อ “ล้างปาก” กันจนเป็นนิสัย แต่ทราบกันไหมว่า นั่นเป็นที่มาอีกหนึ่งสาเหตุของน้ำหนักตัวส่วนเกินที่เราทั้งหลายไม่อยากมี และโรคร้ายจากการทานแป้ง น้ำตาล และไขมันส่วนเกิน ยิ่งมื้อที่เรามักจะต้องตบท้ายด้วยของหวานส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นมื้อเย็นด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ขนมหวานซึ่งอุดมไปด้วยแป้ง น้ำตาล และไขมัน นั้นเป็นส่วนเกินที่ร่างกายจะได้รับก่อนที่เราจะเข้านอนซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายใช้พลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ น้อยมากเมื่อเทียบกับกิจกรรมระหว่างวัน มาดูกันดีกว่าว่า เจ้าขนมหวานพวกนี้ส่งผลร้ายมากกว่าผลดีต่อร่างกายอย่างไร

อาหารในกลุ่มขนมหวาน ไอศครีม ที่เรามักใช้ทานล้างปากหลังจากอาหารคาวนั้น จะช็อคโกแลตลาวาเค้กที่มาพร้อมไอศครีมก็ดี จะเครปเค้ก ชีสเค้กก็ดี หรือจะฮันนี่โทส เฟรนช์โทส ไปจนถึงไอศครีมเคลือบช็อคโกแลตราคาแพงที่ตกแต่งด้วยท้อปปิ้งแสนสวยนั้น ส่วนผสม ส่วนประกอบส่วนใหญ่ที่ใช้เป็นส่วนประกอบหลักก็หนีไม่พ้นกลุ่มแป้ง น้ำตาล ไขมัน และสารแต่งสี แต่งกลิ่น อย่างที่คุณผู้อ่านที่รักสุขภาพทั้งหลายทราบกันดีว่า ตำราไหน ๆ สูตรควบคุมน้ำหนักใด ๆ คุณหมอและนักโภชนาการท่านไหนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อาหารกลุ่มแป้ง น้ำตาล ไขมัน เป็นอาหารกลุ่มที่ผู้ต้องการควบคุมน้ำหนัก และใส่ใจสุขภาพควรระวัง เพราะหากร่างกายได้รับมากเกินความจำเป็น สารอาหารเหล่านี้จะกลับกลายเป็นเพชรฆาตตัวร้ายที่คอยทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ในร่างกาย ส่งผลร้ายต่อสุขภาพของเราในระยะยาวกันได้

ปัญหาหลัก ๆ ของร่างกายหากทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต(แป้ง น้ำตาล)ที่มากเกินความพอดี จะมีผลต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากการนำไกลโคเจนที่สะสมไว้เป็นพลังงานไปใช้ไม่หมดและถูกแปลเปลี่ยนกลายเป็นไขมันที่สะสม และก่อให้เกิดปัญหากับภายในร่างกายได้ ดังนี้

เมื่อเรากินคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป โดยเฉพาะพวกน้ำตาลเชิงเดี่ยว (น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง น้ำตาลในผลไม้ น้ำตาลในนม) น้ำตาลจะเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรดมากเกินไป ร่างกายเกิดภาวะไม่สมดุล จึงมีการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกายมาแก้ไขความไม่สมดุล

  1. ทำให้เกิดไขมันสะสม น้ำตาลจะถูกเก็บไว้ที่ตับ ในรูปของไกลโคเจน แต่ถ้ามีมากจนเกินไป ตับก็จะส่งไปยังกระแสเลือด และเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน โดยจะสะสมไว้ในส่วนของร่างกาย ที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น สะโพก ก้น ขาอ่อน หน้าท้อง

  2. หากยังคงรับประทานน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง กรดไขมันจะสะสมไว้ที่อวัยวะภายในอื่น ๆ เช่น หัวใจ ตับ และไต ดังนั้น อวัยวะเหล่านี้จะค่อย ๆ ถูกห่อหุ้มด้วยไขมันและน้ำเมือก ร่างกายจะเริ่มผิดปกติ ความดันเลือดจะสูงขึ้น

  3. การรับประทานน้ำตาลมากเกินไป มีผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้รู้สึกง่วงหงาวหาวนอน

  4. อาการปวดศีรษะเรื้อรัง เป็นตะคริวเวลามีรอบเดือน เป็นสิว ผื่น แผลพุพอง ตกกระ แผลริดสีดวงทวาร ไมเกรน เบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ มะเร็งตับ เหล่านี้ล้วนสัมพันธ์ กับการรับประทานน้ำตาลมากเกินไป

  5. น้ำตาลทำให้อาการของโรคติดเชื้อที่เป็นอยู่ ทวีความรุนแรงขึ้น เพราะเชื้อโรคทุกชนิดใช้น้ำตาลเป็นอาหาร

  6. น้ำตาลนอกจากจะมีผลต่อผู้ใหญ่แล้ว ยังมีผลต่อเด็กอีกด้วย เพราะถ้าหากเด็กกินน้ำตาล ในปริมาณที่มากจนเกินไป จะทำให้เด็กเป็นโรคกระดูกเปราะ และฟันผุได้ และอาจเป็นคนโกรธง่าย ไม่มีสมาธิในสิ่งที่ทำอยู่

ยังมีงานวิจัยและข้อมูลทางวิชาการอีกบางส่วนเกี่ยวกับการทานคาร์โบไฮเดรตที่มากเกินไป อาจมีความเสี่ยง และผลต่อโรคบางโรค เช่น โรคเบาหวาน มะเร็ง อัลไซเมอร์ หรือ โรคเกี่ยวกับตาอีกด้วย

ส่วนไขมัน หากร่างกายได้รับเกินความพอดีที่จะนำไปใช้งาน ก็จะทำให้ร่างกายมีน้ำหนักและไขมันส่วนเกินเพิ่มมากขึ้น มีระดับไขมันในเลือดสูงจะส่งผลทำให้หลอดเลือดแดงแข็ง ตีบ อุดตัน ส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงขาตีบตัน ตับอ่อนอักเสบ เป็นต้น เห็นไหมว่าหากปล่อยให้ไขมันที่ร่างกายได้รับมากเกินความจำเป็นจะส่งผลร้ายกับร่างกายแค่ไหน ยิ่งถ้าเป็นไขมันทรานส์ ก็จะส่งผลต่อร่างกาย อาจทำให้ร่างกายมีภาวะการทำงานของตับที่ผิดปกติ, มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Heart Disease) โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด

ทั้งแป้ง น้ำตาล และไขมันที่มากเกินความพอดี นอกจากจะทำให้ร่างกายมีน้ำหนักส่วนเกินที่เพิ่มมากขึ้น ยังส่งผลให้เกิดผลกระทบ และโรคร้ายต่าง ๆ ตามมาได้อีกมากมาย หากคุณผู้อ่านที่รักสุขภาพทั้งหลายไม่อยากมีน้ำหนักส่วนเกิน ไปจนถึงไม่อยากให้โรคร้ายมากล้ำกลายจึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารหวานหลังมื้อหลัก จากขนมหวาน ไอศครีม ช็อคโกแลต มาทานเป็นผลไม้เบา ๆ น้ำตาลน้อยๆ แต่ให้วิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระต่อร่างกายเป็นจำนวนมากกันดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นแอปเปิ้ล ส้ม ผลไม้ตระกูลเบอรี่ หรือผลไม้ไทย ๆ ตามดูกาล ล้วนแล้วแต่ให้ประโยชน์มากกว่าจะเกิดโทษ มาพลิกวิกฤติที่จะทำให้เราเป็นโรคอ้วน มาเป็นโอกาสในการเพิ่มวิตามิน สารต้นอนุมูลอิสระ และใยอาหารให้กับร่างกาย สำหรับอาหารล้างปากกันดีกว่า ใส่ใจกันหน่อยนะคะ เพื่อรูปร่างที่ดีและสุขภาพที่แข็งแรงของเราเอง และคนที่เรารักในระยะยาว
โดยเดลินิวส์

งานเสริมรายได้ดี Click >> ดูรายละเอียดงาน