ดวงตาเสื่อมของคนยุคดิจิทัล สัญญาณเตือนอาการแสบตา คันตาระวัง

ดวงตาเสื่อมของคนยุคดิจิทัล สัญญาณเตือนอาการแสบตา คันตาระวัง ตาพร่ามัวมองเห็นภาพซ้อนมัเกิดกับคนที่ใช้สายตาจ้องมองหน้าจอเป็นเวลานานๆติดต่อกันทำให้มีอาการคล้ายคนสายตาสั้น ต้องจองมองใกล้ๆ การดูโทรทัศน์ในระยะใกล้เกินไปหรือแม้นแต่การใช้สมาร์ทโฟนตลอดเวลาก็ล้วนแต่ทำลายดวงตาของเราด้วยกันทั้งสิ้น เราจึงต้ติองสังเกตุดวงตาของเราว่ามีความผิดปกติจากความเสื่อม ต้องเน้นเรื่องการดูแลดวงตาด้วยวิธีการเลือกทานอาหารบำรุงสายตา

 

 

ดวงตาเสื่อมของคนยุคดิจิทัล
ดวงตาเสื่อมของคนยุคดิจิทัล

ดวงตาเสื่อมของคนยุคดิจิทัล

ด้วยสังคมและไลฟสไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มีเทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยที่ 6 ในการดำรงชีวิต ซึ่งนอกจากที่เราต้องทำงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ แล้ว การใช้งานสมาร์ทโฟนยังเป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมเสี่ยงที่ส่งผลเสียต่อดวงตาด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจจะทำให้ดวงตาของเราเสื่อมก่อนวัยอันควร

“ดวงตา ถือเป็นอวัยวะที่ละเอียดอ่อน เราจึงต้องดูแลและให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เราต้องใช้ดวงตาในการทำงานมาก ทั้งการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ การที่ดวงตาต้องกระทบแสงแดดโดยตรง การดูโทรทัศน์ในระยะใกล้เกินไป หรือแม้แต่การใช้สมาร์ทโฟนตลอดเวลา ก็ล้วนแล้วแต่ทำลายดวงตาของเราด้วยกันทั้งสิ้น แต่พฤติกรรมการใช้งานหน้าจอคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนดูเหมือนจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อสายตาของหนุ่มสาวในยุคปัจจุบัน ซึ่งพบว่าโรค Computer Vision Syndrome หรือ ซีวีเอส กลายเป็นโรคยอดฮิตของคนยุคดิจิทัลไปแล้ว ดังนั้น เราจึงควรหันมาสังเกตดวงตาของเราว่ามีความผิดปกติจากสัญญาณเตือนดวงตาเสื่อมกัน”
ลดวงตา
มีอาการแสบตา เคืองตา คันตา โดยปกติคนเราจะต้องกระพริบตาอยู่ตลอดเวลา โดยมีอัตราการกระพริบตาประมาณ 20 ครั้งต่อนาที เพื่อเกลี่ยน้ำตาให้คลุมผิวตาให้ทั่ว แต่หากจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ จะทำให้เรากระพริบตาลดลงกว่า 60% ทำให้ผิวตาแห้ง แสบตา เคืองตา คันตา หากเป็นมากจะเกิดอาการตาแดง ตาสู้แสงไม่ได้ ปวดเบ้าตา มีอาการอ่อนล้าทางประสาทตาได้

ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน มักเกิดกับคนที่ใช้สายตาจ้องมองหน้าจอเป็นเวลานานๆ ติดต่อกันโดยเฉลี่ยมากกว่า 3.5 ชั่วโมงขึ้นไป การเพ่งมากจนกล้ามเนื้อตาอ่อนล้า ทำให้ในเริ่มแรกอาจมีอาการคล้ายคนสายตาสั้น ต้องจองมองใกล้ๆ ต่อมาจะรู้สึกตาพร่ามัว มองเห็นเป็นภาพซ้อน แต่อาการจะดีขึ้นหากได้พักสายตา

เมื่อยตา ตากระตุก เมื่อดวงตาต้องเพ่งหรือจับจ้องอยู่กับหน้าจอที่มีแสงจ้าหรือแสงสะท้อนเป็นเวลานานๆ หรือการใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนในห้องที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ จะส่งผลให้กล้ามเนื้อหนังตาเกร็งตัวจนผิดปกติ อาการเริ่มต้นอาจมีแค่การกระตุกเกร็งของกล้ามเนื้อตาไม่มาก ทำให้กระพริบตาถี่ขึ้นกว่าปกติ หากเป็นมากขึ้นกล้ามเนื้อหนังตาจะเกร็งจนต้องกระพริบตาแรงๆ

ปวดกระบอกตา การใช้สายตาเป็นเวลานานๆ ในการจ้องและเพ่งหน้าจอเกินกว่า 6 ชั่วโมง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการปวดกระบอกตา โดยจะมีอาการปวดบริเวณระหว่างหัวคิ้ว ไปจนถึงศรีษะ หากยังคงใช้สายตาจ้องมองต่อไป จะทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น ตามัว วิงเวียน และมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้

“สัญญาณเตือนต่างๆ ของดวงตา อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตาได้ในระยะยาวเสี่ยงต่อโรคดวงตาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจอประสาทตาเสื่อม ต้อกระจก และต้อหินได้ ซึ่งจะส่งผลให้ตาบอดเมื่อสูงอายุได้ ดังนั้น เราจึงควรหันมาให้ความใส่ใจดวงตาของเราตั้งแต่เนิ่นๆ เริ่มจากการปรับพฤติกรรมการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยอย่าจ้องมองหน้าจออุปกรณ์เป็นเวลานานๆ ติดต่อกัน ควรพักสายตาทุกๆ 15-20 นาที และปรับความสว่างหน้าจอให้เหมาะสม ไม่จ้าจนเกินไป อาจจะเลือกใช้ฟิล์มกรองแสงที่หน้าจอเพื่อลดแสงจ้าที่สะท้อนสู่ดวงตา ไม่ควรใช้สมาร์ทโฟนในห้องนอนที่มืดหรือมีแสงสว่างไม่เพียงพอ ควรเว้นระยะห่างของหน้าจอและสายตาให้เหมาะสมโดยประมาณ 20-30 ซม. และควรวางหน้าจอในมุมที่พอดีกับหน้า อย่าวางหน้าจอต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงการนอนเล่นสมาร์ทโฟนบนเตียง ที่สำคัญ หนุ่มสาวยุคดิจิทัล ไม่ควรติดแชท ติดเกมบนมือถือจนนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะยังเป็นอีกสาเหตุที่ส่งผลต่อสุขภาพตาเสื่อมอีกด้วย”

“นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยดูแลดวงตาได้ โดยเฉพาะอาหารบำรุงสายตา ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม ผักกาด ปวยเล้ง ฯลฯ เพราะผักใบเขียวมีลูทีน ซึ่งเป็นสารสำคัญบริเวณดวงตา พบมากบริเวณจุดรับภาพและจอประสาทตา ทำหน้าที่ป้องกันรังสีจากแสงแดด กรองแสงสีน้ำเงินที่จะทำลายดวงตา และช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตา การได้รับลูทีนอย่างน้อย 6 มก. ต่อวัน ช่วยลดความเสี่ยงจอประสาทตาเสื่อมได้ถึงร้อยละ 50 ผักผลไม้สีเหลือง เช่น แครอท ฟักทอง ผลแอปริคอท มันหวาน แคนตาลูป และน้ำเต้า เพราะมีเบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) ซึ่งร่างกายเราจะเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนเป็นวิตามินเอ สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงดวงตาและป้องกันโรคตาหลายชนิด เช่น ต้อกระจก รวมถึงช่วยให้ผิวเยื่อเมือกในตาชุ่มชื่นขึ้นอีกด้วย ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่ บิลเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ และองุ่นแดง เพราะในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่มีไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid) สารอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันเลนส์ตาเสื่อม และสร้างความแข็งแรงให้กับสารคอลลาเจนซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเส้นเลือดขนาดเล็กที่ไปหล่อเลี้ยงดวงตา ทำให้เส้นเลือดฝอยไม่เปราะแตกง่าย และป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาขุ่นมัว ปัจจุบันมีการนำสารสกัดจากบิลเบอร์รี่ (Bilberry extract) มารับประทานและได้รับความนิยมสูงมาก สำหรับผู้ที่ต้องการบำรุงสายตา ซึ่งบิลเบอร์รี่เป็นพืชสมุนไพรที่ใช้กันมานานตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากนักบินทหารอากาศของอังกฤษสังเกตเห็นว่าการบริโภคแยมบิลเบอร์รี่ก่อนจะออกบินตอนกลางคืน ช่วยให้สายตาทำงานในที่มืดดีขึ้น” เภสัชกรหญิงวิชชุลดา กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า “การดูแลดวงตาควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ดวงตาของเราจะเสื่อมจนสายเกินไป อย่างไรก็ตาม หากพบความผิดปกติของดวงตา ควรรีบไปปรึกษาจักษุแพทย์โดยทันที

ข้อมูลโดย เมก้า วีแคร์

งานเสริมรายได้ดี Click >> ดูรายละเอียดงาน