พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมประจำโคราช

พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน แหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมประจำโคราชเป็น1ใน7แห่งของโลกโดยจะแบ่งออกเป็นพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ และพิพิธภัณฑ์ช้างไดโนเสาร์ โดยมีการรวบรวมตั้งแต่สมันดึกกำบรรพ์มีอายุตั้งแต่800,000 ปีจนถึง330 ล้านปี ไว้จำนวน100ชิ้นเนื้อไม้กลายเป็นหินเนื้ออัญมณี

 

พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน

จังหวัดนครราชสีมา หรือที่เรียกติดปากกันว่า “โคราช” นับเป็นประตูสู่การท่องเที่ยวแดนอีสานที่สำคัญ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานทางโบราณคดีมากมายบ่งบอกว่า บนพื้นที่ราบสูงแห่งนี้มีอายุเก่าแก่นับร้อยล้านปี เคยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์อย่างไดโน เสาร์ โดยที่นี่นอกจากจะค้นพบซากสัตว์ดึกดำบรรพ์แล้วยังพบ ’ไม้กลายเป็นหิน” 1 ใน 7 แห่งของโลกอีกด้วย โดยได้มีการจัดแสดงโชว์ไว้ที่ “พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน”

พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน ตั้งอยู่ที่บ้านโกรกเดือนห้า ตำบลสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่ประมาณ 80 ไร่ ชื่อเต็มของสถานที่แห่งนี้ คือ ’สถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินและทรัพยากร ธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือเฉลิมพระ เกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา” นับเป็นพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินแห่งแรกของประเทศไทย และเป็น 1 ใน 7 แห่งของโลก โดยที่นี่แบ่งออกเป็น 3 พิพิธภัณฑ์ด้วยกัน คือ พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินพิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ และพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์

โซนแรก เป็นพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน ได้รวบรวมไม้กลายเป็นหินในยุคดึกดำบรรพ์ที่มีอายุตั้งแต่ 800,000 ปี จนถึง 330 ล้านปีไว้จำนวนหลายร้อยชิ้น เนื่องจากไม้กลายเป็นหินพบได้ในเกือบทุกจังหวัดของภาคอีสาน จึงไม่สามารถนำไม้กลายเป็นหินทั้งหมดมาจัดแสดงได้ จึงเน้นในส่วนของจังหวัดนครราชสีมา โดยเฉพาะไม้กลายเป็นหินเนื้ออัญมณี อายุประมาณ 800,000 ปี มีความยาวถึง 2 เมตร เนื้อไม้กลายเป็นผลึกคล้ายอัญมณีตลอดทั่วทั้งลำต้น นอกจากนี้ยังจะได้ชมภาพยนตร์กำเนิดโลกและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในห้องฉายวีดิทัศน์แบบ 4 D สร้างความตื่นเต้นเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริงเมื่อภูเขาไฟระเบิด

สาเหตุที่ทำให้ไม้กลายเป็นหินมี 2 สมมุติฐาน คือ เกิดจากสารละลายซึ่งมาจากหินที่เป็นด่าง เมื่อท่อนไม้รวมทั้งตะกอน กรวด ทราย ดินเหนียวถูกกระแสนํ้าหลากพัดพามาทับถมในท้องแม่นํ้าโบราณขนาดใหญ่ หากใต้ดินบริเวณดังกล่าวมีสภาพเป็นด่าง เพราะอยู่ใกล้หินจะละลายซิลิกาหรือเนื้อกรวดทรายออกมาได้ดี ถ้าบริเวณนั้นหรือเนื้อไม้มีสภาพเป็นกรด ทำให้สาร ละลายด่างเกิดสภาพเป็นกลางหรือกรดอ่อน มีผลให้ซิลิกาตกตะกอนเป็นของแข็งแทนที่เนื้อไม้ที่แช่อยู่ในสารละลายได้ทั้งหมด ประการที่สองคือ การเกิดจากสารละลายที่มาจากนํ้าแร่ร้อน ท่อนไม้ที่ถูกทับถมบริเวณภูเขาไฟ ซึ่งมีอิทธิพลของนํ้าแร่ร้อนใต้ผิวโลกที่มีปริมาณสารละลายซิลิกามาก ไหลซึมผ่านแนวรอยแตกของหินขึ้นมาปะปนกับนํ้าใต้ดิน ทำให้เกิดการตกตะกอนของซิลิกาจากนํ้าใต้ดินแทนที่เนื้อไม้

โซนที่ 2 เป็นพิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ ที่จัดแสดงฟอสซิลช้างดึกดำ บรรพ์ 9 สกุล จาก 43 สกุลที่พบทั่วโลก ได้แก่ ช้างสี่งา ช้างงาจอบ ช้างงาเสียม ซึ่งเราจะได้รู้จักกับบรรพบุรุษและวิวัฒนาการของช้างด้วยภาพ แสง สี เสียงที่สวยงามเสมือนจริง นอกจากนี้ยังมีโครงกระดูกของช้างไทยชื่อ “พลายยีราฟ” มีความสูงมากที่สุดถึง 3 เมตร และหุ่นจำลองช้างสี่งาขนาดเท่าตัวจริงยืนสูงเด่นเป็นตระหง่านให้ได้ชมด้วย ส่วน โซนที่ 3 เป็นพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ที่ฉายวีดิทัศน์ 360 องศา น่าตื่นตาตื่นเต้นเสมือนเราไปอยู่ท่ามกลางการต่อสู้ของไดโนเสาร์จริง ๆ ที่สำคัญยังจะได้เห็นฟอสซิลไดโนเสาร์โคราช 4 ชนิด เช่น อิกัวโนกอนต์ อัลโลชอร์ ฯลฯ

หลังจากผจญภัยในดินแดนดึกดำบรรพ์ เรียบร้อยแล้ว ก่อนกลับเข้าที่พัก อย่าลืมแวะไปกราบ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือ “ย่าโม” เพื่อความเป็นสิริมงคลกันก่อน เพราะถือเป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อระลึกถึงและยกย่องคุณงามความดีของวีรสตรีคนแรกของประเทศไทย ที่ชาวโคราชภาคภูมิใจและเคารพบูชา จึงเป็นสัญลักษณ์ของชาวโคราชกระทั่งเรียกชื่อจังหวัดนี้ว่า “เมืองย่าโม”

จุดมุ่งหมายปลายทางต่อมาเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้ามืดที่ “วัดบ้านไร่” เพื่อร่วมงานพิธีบวงสรวงเทวดา ที่ปกปักรักษาอุทยานธรรมวัดบ้านไร่ เนื่องด้วยพระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ท่านมีความตั้งใจพัฒนาวัดบ้านไร่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางพุทธศาสนาที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวต่างประเทศ จึงได้เกิด ’โครงการอุทยานธรรมวัดบ้านไร่” ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้วัดบ้านไร่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมอีกแห่งของจังหวัดนครราชสีมา

เกรียงไกร จารุทวี รองประธานวัดบ้านไร่ และคณะผู้ร่วมโครงการก่อสร้างอุทยานธรรมฯ กล่าวว่า การก่อสร้างดำเนินมาถึงส่วนที่ 3 คือ วิหารเทพวิทยาคม ซึ่งเป็น วิหารพระไตรปิฎก เซรามิกกลางนํ้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย นำเสนอเรื่องราวแห่งพระไตรปิฎกถ่ายทอดให้คนทั่วโลกทุกเชื้อชาติศาสนาได้เรียนรู้ผ่านสื่อสากลที่สุด คือ ’ภาษาศิลปะ” ที่สามารถเห็นและจดจำโดยไม่ต้องท่องจำ ผ่านหลากหลายศาสตร์แห่งศิลป์ ทั้งสถาปัตยกรรม วิศวกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม และศิลปะเซรามิกโมเสกที่บรรจงสร้างอย่างวิจิตรงดงามและตระการตาก่อให้เกิดเป็นศิลปกรรมอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเกิดจากความเลื่อมใส จิตศรัทธา ความอุตสาหะของศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนคนไทยที่ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นมา

ความอลังการงดงามอันเป็นเอก ลักษณ์ของวิหารเทพวิทยาคม เริ่มจาก “สะพานพญานาค” ที่ทอดกายเป็นสะพานแห่งศรัทธาเดินข้ามผ่านโลกมนุษย์สู่โลกทางธรรม ซึ่งพญานาค 2 ตนที่เห็นมี 19 เศียร 2 ฝั่งรวม 38 เศียรมีความหมายเป็นมงคลชีวิต 38 เมื่อเดินลอดผ่านแก้วสารพัดนึก คือ ซุ้มประตูมหาบารมีทั้ง 4 ทิศ ได้แก่ ซุ้มพระอินทร์ ซุ้มพระยม ซุ้มพระพิรุณและซุ้มพระกุเวร (ท้าวเวสสุวรรณ) ส่วนเสารอบอาคารที่รองรับหลังคาเศียรช้างเอราวัณ ได้มีการวาดภาพภพชาติที่พระพุทธเจ้าถือกำเนิดทั้ง 523 ชาติไว้รอบ ๆ อย่างเข้าใจได้ง่าย ๆ ส่วนผนังรอบนอกอาคารนำเสนอจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง “ทศชาติชาดก” ซึ่งเป็นจิตรกรรมเขียนสีแผ่นเซรามิก แล้วนำไปเผาไฟแรงสูง แต่ละภาพเล่าเรื่องราวอดีตชาติของพระพุทธเจ้าถ่ายทอดจากศิลปินผู้มีชื่อเสียง อาทิ ปรมัตถ์ เหลืองอ่อน, สัมพันธ์ สารารักษ์ และจินตนา เปี่ยมศิริ จึงถือเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง

เมื่อย่างกายเข้ามาสู่ภายใน ชั้นที่ 1 จะได้พบกับเรื่องราวพุทธประวัติตั้งแต่ สมัยกำเนิดพระพุทธเจ้าจนถึงดับขันธปรินิพพาน ถ่ายทอดผ่านจิตรกรรมฝาผนัง 6 ภาพจากศิลปิน 6 คน ส่วนชั้นที่ 2 นำเสนอเรื่องราวของพระวินัยปิฎก และวิวัฒนาการของพระพุทธศาสนาหลังพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน อาทิ ศีล 227 ข้อ ต่อมาชั้นที่ 3 นำเสนอเรื่องราวของพระธรรมปิฎก และชั้นที่ 4 (ดาดฟ้า) ยอดอาคารประดิษฐานรูปหล่อโลหะพระพุทธรูปปางลีลา สูง 7 เมตรและรูปหล่อโลหะหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธในอิริยาบถยืนถือตะบองสูงกว่า 5 เมตร เปรียบได้กับการที่พระพุทธเจ้าได้สอนหลักธรรมหลวงพ่อคูณเพื่อให้หลวงพ่อคูณได้สั่งสอนพุทธมามกะต่อไป

วิหารเทพวิทยาคมแห่งนี้เป็นวิหารเซรามิกโมเสกแฮนด์เมดฝีมือคนไทยที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชียประกอบขึ้นด้วยเซรามิกโมเสกมากกว่า 20 ล้านชิ้น ใช้แรงงานชาวบ้านเป็นผู้บรรจงติดด้วยความละเอียด ศรัทธา และสมาธิ นอกจากจะเป็นสถานที่ที่ชาวพุทธจะได้มาสัมผัสธรรมะของพระพุทธเจ้าโดยแท้แล้วยังเป็นแหล่งทำกินของชาวบ้านด่านขุนทดได้ประกอบอาชีพตามปณิธานของหลวงพ่อคูณที่กล่าวว่า “กูจะทำให้ชาวบ้านเพื่อตอบแทนข้าวนํ้าที่เขาให้กูกินทุกวัน”

หากใครมีโอกาสแวะเวียนผ่านไปยังวัดบ้านไร่ไม่ควรพลาดไปชมความยิ่งใหญ่ของวิหารเทพวิทยาคม สถาปัตยกรรมที่นำเสนอเรื่องราวแห่งพระไตรปิฎกผ่านงานศิลป์ โดยจะเปิดให้ชาวไทยทุกคนได้เข้าชมในเดือนตุลาคมศกนี้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

รู้ไว้ก่อนเที่ยว

การเดินทาง โดยรถยนต์ สามารถไปได้หลายเส้นทาง แต่เส้นทางที่นิยมที่สุด คือจากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวง หมายเลข 1 (พหลโยธิน) แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ที่สระบุรี ไปจนถึงนครราชสีมา รวมระยะทางประมาณ 259 กิโลเมตร โดยรถโดยสารประจำทาง มีรถโดยสารทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ ออกจากสถานีขนส่งหมอชิต 2 ไปนครราชสีมาทุกวันและตลอดทั้งวัน และโดยรถไฟ มีรถไฟออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) ไปนครราชสีมาทุกวัน

ฤดูกาลท่องเที่ยว สามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล

ของฝาก หมี่โคราช

ทีมวาไรตี้

งานพาร์ทไทม์ทางเน็ตถูกกฎหมาย Click >> ดูรายละเอียดงาน