สีสันสวยงามในอาหารอาจทำอันตรายให้แก่ร่างกายได้ควรเลือกทาน

สีสันสวยงามอันตรายจากสีในอาหารมีผลต่อร่างกายได้ควรเลือกทาน สีที่ใช้ในการผสมลงในอาหารเพื่อความสวยงามได้แบ่งสีได้2ชนิดคือสีธรรมชาติและสีผสมอาหารเป็นสีที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติและสีที่ทำการสังเคราะห์ขึ้นมาจากสารเคมีโดยจะนำมาใช้ผสมอาหารต้องไม่เกิน70มิลิกรัมในอาหารที่นำมาบริโภค

 

 

อันตรายจากสีในอาหาร

อาหาร และขนมในยุคปัจจุบันนั้น มากมายหลายชนิดเหลือกเกินมีสีสันที่หลากหลาย ล้วนแล้วแต่สวยงาม น่ารับประทาน แต่รู้ไหมว่า นั่นมาจากการผสมสีต่าง ๆ ลงไป โดยปกติแล้ว สีที่ใช้ในการผสมลงไปในอาหารเพื่อเพิ่มความสวยงามนั้น ตามกฏหมายอนุญาติให้ใช้ได้เพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือ

  1. สีธรรมชาติ ได้แก่ สีที่ได้จากการสกัดจากวัตถุดิบธรรมชาติ ซึ่งมีรงควัตถุ หรือ เม็ดสี ที่เป็นส่วนประกอบของเซลพืช หรือสัตว์ เช่น สารสกัดจากธรรมชาติที่ให้สีต่าง ๆ สีเขียวจากใบเตยหอม คะน้า ใบย่านาง สีแดงจากกระเจี๊ยบแดง ข้าวแดง ฝาง หัวบีท ดอกบานเย็น ลูกผักปลังสุก ข้าวแดง มันเลือดนก สีส้มจากแครอท สีนํ้าตาลจากกาแฟ โกโก้ คาราเมล (caramel) สีม่วงจากข้าวเหนียวดำ ลูกผักปรัง ดอกอัญชัน สีเหลืองจากขมิ้น ดอกคำฝอย ไข่แดง เมล็ดคำแฝด ลูกตาลสุก นํ้าส้มเขียวหวาน ฟักทอง มันเทศชนิดสีเหลือง และสีดำ จาก กาบมะพร้าว ดอกดิน เป็นต้น

  2. สีผสมอาหาร ได้จากการสังเคราะห์สารเคมี เนื่องจากการใช้สีธรรมชาติอาจไม่สะดวก จึงได้มีการผลิตสีสังเคราะห์สำหรับผสมอาหารแทนการใช้สีจากธรรมชาติ แม้กฎหมายกำหนดอนุญาตให้ใช้สีสังเคราะห์สำหรับผสมอาหารได้ แต่หากใช้ในปริมาณมากและบ่อยครั้ง ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายได้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจึงได้มีการกำหนดปริมาณสีที่อนุญาตให้ใช้ผสมในอาหารประเภท เครื่องดื่ม ไอศกรีม ลูกกวาด และขนมหวาน ดังนี้

2.1 สีที่ใช้ได้ปริมาณไม่เกิน 70 มิลลิกรัมต่ออาหารในลักษณะที่ใช้บริโภค 1 กิโลกรัม
* สีแดง ได้แก่ เอโซรูบีน, เออริโทรซิน
* สีเหลือง ได้แก่ ตาร์ตราซีน, ซันเซ็ตเย็ลโลว์ เอ็ฟ ซี เอ็ฟ
* สีเขียว ได้แก่ ฟาสต์ กรีน เอ็ฟ ซี เอ็ฟ
* สีน้ำเงิน ได้แก่ อินดิโกคาร์มีน หรือ อินดิโกติน

2.2 สีที่ใช้ได้ปริมาณไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่ออาหารในลักษณะที่ใช้บริโภค 1 กิโลกรัม
* สีแดง ได้แก่ ปองโซ 4 อาร์
* สีน้ำเงิน ได้แก่ บริลเลียนห์บลู เอ็ฟ ซี เอ็ฟ

ยังมีอาหารมากมายหลายกลุ่มที่กฏหมาย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 551 (พ.ศ. 2524) ลงวันที่ 11 มกราคม 2525 ที่มีการห้ามใช้ใช้สีผสมอาหาร เช่น อาหารทารก, นมดัดแปลงสำหรับทารก, อาหารเสริมสำหรับเด็ก, ผลไม้สด ผลไม้ดอง, ผักดอง, เนื้อสัตว์สดทุกชนิด เว้นแต่ผงขมิ้นหรือผงกะหรี่สำหรับไก่เท่านั้น, เนื้อสัตว์ทุกชนิดที่ปรุงแต่งและทำ ให้เค็มหรือหวาน เช่น ปลาเค็ม กุ้งเค็ม เนื้อเค็ม หอยเค็มปลาหวาน ฯลฯ, เนื้อสัตว์ทุกชนิดที่ปรุงแต่ง รมควันหรือทำ ให้แห้ง เช่น ปลาแห้ง กุ้งแห้ง หอยแห้ง, เนื้อสัตว์ทุกชนิดที่ย่าง อบ นิ่ง หรือทอด เช่นไก่ หมู เนื้อ ย่าง อบ นิ่ง หรือทอด ไม่ให้ใช้สีทุกชนิด เว้นแต่สีที่ได้จากธรรมชาติ, แหนม กุนเชียง ไส้กรอก ลูกชิ้น หมูยอ ทอดมัน กะปิ ข้าวเกรียบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เส้นบะหมี่ แผ่นเกี๊ยว หมี่ชั่ว สปาเก็ตตี้ มักโรนี และน้ำพริกแกง ซึ่งไม่ให้ใช้สีทุกชนิด

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วท่านผู้อ่านคงสะอึก เพราะจากกฏหมายห้ามมิให้มีการใช้สีผสมอาหารในอาหารหลากหลายชนิด แต่ในชีวิตจริงเราก็เจอผลิตภัณฑ์มากมาย อาทิ ผัก ผลไม้ดอง ไก่ย่าง หมูย่าง แหนม กุนเชียง ไส้กรอก ข้าวเกรียบ และเส้นบะหมี่ที่ล้วนแล้วแต่มีสีสันสะดุดตาจากการใส่สีผสมอาหารลงไป และยังไม่นับรวมถึงการใช้สีย้อมผ้า หรือสีที่ห้ามใช้ในอาหาร ซึ่งผู้บริโภคอย่างเราไม่มีทางรู้ได้เลย แม้แต่สีผสมอาหารที่อนุญาติให้ใช้ได้นั้น ก็ยังมีการกำหนด ควบคุมปริมาณการใส่ เพราะเนื่องจาก สีเหล่านี้ อาจมีสารโลหะหนักที่ล้วนแล้วแต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค

มาดูกันต่อดีกว่าว่า อันตรายจากสีนั้นมีอะไรบ้าง

อันตรายจากการใช้สีผสมอาหาร สีผสมอาหารเป็นสีสังเคราะห์ เมื่อผสมอาหารและรับประทานเข้าไปในร่างกายอาจทำให้เกิดอันตรายได้จากเหตุ 2 ประ การ คือ

  1. อันตรายจากสีสังเคราะห์ ถึงแม้จะเป็นสีสังเคราะห์ที่อนุญาตให้ใช้ในอาหารได้ หากบริโภค ในปริมาณที่มากหรือบ่อยครั้ง จะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค คือ สีจะไปเคลือบเยื่อบุกระเพาะอาหาร และลำไส้ทำให้น้ำย่อยอาหารออกมาไม่สะดวก อาหารย่อยยาก เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และขัดขวาง การดูดซึมอาหาร ทำให้ท้องเดิน น้ำหนักลด อ่อนเพลีย อาจมีอาการ ของตับและไตอักเสบ ซึ่งจะเป็นสาเหตุ ของโรคมะเร็ง
  2. อันตรายจากสารอื่นที่ปะปนมา เนื่องจากแยกสารออกไม่หมด ยังคงมีตกค้างในปริมาณที่มากเกินไป ได้แก่ โลหะหนักต่าง ๆ เช่น แคดเมียม ตะกั่ว สารหนู ปรอท พลวง โครเมียม เป็นต้น ซึ่งเป็น ส่วนประกอบของสีทาบ้าน และสีย้อมผ้า แม้ได้รับในปริมาณเล็กน้อย ก็สามารถสะสมอยู่ในร่างกาย และทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ เช่น พิษจากสารหนูนั้นเมื่อเข้าไปในร่างกาย จะสะสมอยู่ตามกล้ามเนื้อ กระดูก ผิวหนัง ตับและไต จะเกิดอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดความผิดปกติของระบบ ทางเดินอาหาร โลหิตจาง และหากได้รับสารหนูปริมาณมากในครั้งเดียวจะเกิดพิษต่อร่างกายทันที โดยปาก และโพรงจมูกไหม้เกรียมแห้งทาง เดินอาหารผิดปกติ กล้ามเนื้อเกร็ง เพ้อคลั่ง และยังอาจมีอาการหน้าบวม หนังตาบวมด้วย ส่วนตะกั่วนั้นจะมีพิษต่อระบบประสาททั้งแบบ เฉียบพลันและเรื้อรัง อาจทำให้ถึงกับ ชีวิตใน 1 – 2 วัน ส่วนอาการมีพิษเรื้อรังนั้นจะพบเส้นตะกั่วสีม่วงคล้ำที่เหงือก มือตก เท้าตก เป็นอัมพาต เกิดอาการผิดปกติของทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และอาจพบอาการทางระบบประสาทได้

เห็นไหมว่า อาหารที่มีสีสันสวยงามชวนให้บริโภคนั้น แม้จะใช้สีผสมอาหาร ซึ่งเป็นสีที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้ใส่ในอาหารได้ แต่ก็มีข้อกำหนดในเรื่องของปริมาณสีที่ให้ใช้ตามความเหมาะสม หากใช้เกินปริมาณที่กฎหมายกำหนด ก็อาจเกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ นอกจากนี้หากผู้ผลิตไม่ใช้สีผสมอาหารแต่ใช้สีอื่น ๆ ที่มิใช่สีผสมอาหารก็ยิ่งอันตรายมากขึ้น ดังนั้น การที่จะบริโภคอาหาร ก็ควรที่จะเลือกชนิดที่มีสีอ่อน ๆ หรือถ้าเป็นไปได้ควรเลือกที่ไม่มีสีเลยจะดีกว่า ใส่ใจอาหารกันสักนิด เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวกันดีกว่า
โดยเดลินิวส์

งานพาร์ทไทม์ทางเน็ตถูกกฎหมาย Click >> ดูรายละเอียดงาน