เขาช้างเผือก เส้นทางวัดใจ

เขาช้างเผือก เส้นทางวัดใจ
http://www.parttimejobsbkk.com

ยอดเขาช้างเผือก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรีเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติชมป่า ดูพระอาทิตย์และการดำรงชีวิตของหมู่บ้านติดชายแดน พร้อมสับไปด้วยการขายของที่ระลึกของฝากและมีห้องพักให้บริการพร้อมอาหาร ทริปการเดินทางควรจะต้องมีเวลาสัก3วัน2คืนเป็นอย่างน้อย การเดินทางครั้งนี้เป็นยอดเขาที่จัดว่าเส้นทางวัดใจก็ได้เพราะต้องใช้เวลาในการเดินทางถึง2วันมีทั้งทางราดสลับเนินตลอดระยะทาง

 

 

เขาช้างเผือก เส้นทางวัดใจ
http://www.parttimejobsbkk.com

 

เขาช้างเผือก เส้นทางวัดใจ

การมุ่งหน้าพิชิต ยอดเขาช้างเผือก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ครั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกาญจนบุรี คณะได้ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิทันที ซึ่งระยะทางจากตัวเมืองถึงอำเภอทองผาภูมิอยู่ที่ประมาณ 60 กิโลเมตร และก็มุ่งหน้ากันไปต่อที่ อำเภอปิล็อก นับเป็นระยะทางที่ยาวไกลพอสมควร แม้จะต้องเดินทางกินระยะเวลานาน แต่ความสวยงามตลอดสองข้างทาง จากทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวขจี ทำให้เราสามารถปล่อยใจให้ลอยไปกับบรรยากาศอันแสนสบายได้โดยไม่รู้ตัว

ใครที่คิดจะจัดทริปมาเดินทางพิชิตเขาช้างเผือกแนะนำให้จัดช่วงเวลา 3 วัน 2 คืน ถือเป็นช่วงเวลาที่กำลังพอเหมาะทั้งสำหรับคนทำงานและนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ดูสักครั้ง อย่างทริปการเดินทางที่มาในครั้งนี้ก็ใช้เวลาเพียง 3 วัน 2 คืนเช่นกัน ซึ่งในวันแรกจะเน้นไปที่การชมความงามของธรรมชาติแสนสมบูรณ์ตามจุดชมวิวต่างๆ เริ่มจาก จุดชมวิว กม.12 จุดชมวิวระหว่างทางก่อนถึงอุทยานฯ เป็นการเรียกน้ำย่อยสำหรับความงามที่เราจะได้เห็นต่อไป จากนั้นเมื่อมาถึงที่ทำการอุทยานฯ เรามุ่งหน้ากันไปต่อที่ จุดชมวิวเนินกูดดอย ซึ่งในจุดนี้จะสามารถมองเห็นทิวเขาที่เราจะเดินทางไปพิชิตได้อย่างชัดเจน ทั้งจุดกางเต็นท์ และเส้นทางบนสันเขาที่ต้องฝ่าฝันไป เรียกได้ว่าถ้าใครใจไม่ถึงพออาจถอดใจแล้วหันหลังกลับตั้งแต่จุดนี้เลยก็ว่าได้

หลังจากชมความงามของเขาช้างเผือกจากระยะไกลเสร็จแล้ว สถานที่พักในค่ำคืนแรกอยู่ที่ หมู่บ้านอีต่อง หมู่บ้านเล็กๆติดชายแดนที่เป็นจุดเริ่มต้นสู่ทางขึ้นเขาช้างเผือก ที่หมู่บ้านอีต่องจะมีทั้ง เกสเฮ้าท์ โฮมสเตย์ ร้านอาหาร ร้านขายของชำ รวมถึงร้านขายของที่ระลึก ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว แต่ก็จะมีอยู่เพียงไม่กี่หลังคาเรือนเท่านั้น อีกครั้งเครื่องอำนวยความสะดวกสบายในห้องพักอาจมีไม่มากนัก แต่ก็พอเป็นที่พักผ่อนได้อย่างสบายใจ โดยถ้ามาถึงบ้านอีต่องแล้ว แนะนำให้ขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกดินที่ เนินช้างศึก สถานที่เที่ยวยอดฮิตประจำปิล็อก ขอบอกว่าความงดงามยามอาทิตย์กำลังลับแสงบนเนินช้างศึกแห่งนี้ สร้างความประทับใจให้กับผมและคณะได้เป็นอย่างมาก ก่อนจะกลับมาทานอาหารเย็นท่ามกลางความเป็นกันเองในร้านอาหารเสร็จสิ้นภารกิจค่ำคืนแรกที่บ้านอีต่อง

ต้อนรับเช้าวันใหม่ที่เป็นสัญญาณบอกถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจ พิชิตยอดเขาช้างเผือก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี แนะนำว่าควรพกแต่สิ่งของที่จำเป็นระหว่างเดินทางขึ้นเขาติดตัวไปเท่านั้น เช่น น้ำประมาณ 1 ลิตร (หรือแล้วแต่ความกระหายของแต่ละคน) เครื่องดื่มเกลือแร่ ยาประจำตัว เกลือแร่แบบซอง (ไว้ผสมกับน้ำ) ลูกอม (ไว้ให้ความหวาน) ข้าวห่อ (สำหรับคนที่คิดจะพักทานข้าวระหว่างทาง) กระดาษทิชชู่แห้งและเปียก รวมถึงสิ่งของจำเป็นอื่นๆ แต่ควรพกไปในจำนวนที่พอเหมาะ ที่สำคัญควรสวมใส่ชุดที่สามารถเดินป่าได้อย่างทะมัดทะแมง ส่วนสิ่งของที่จะนำไปใช้ที่จุดกางเต็นท์ให้จ้างลูกหาบเป็นคนขนไป ค่าลูกหาบ คนละ 700 บาท แบกได้คนละ 40-50 กิโลกรัม ส่วนใครที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายแนะนำให้จัดการให้เสร็จตั้งแต่ข้างล่าง เพราะระหว่างทางหาจุดขับถ่ายได้ยากมาก แม้บนจุดกางเต็นท์จะมีห้องน้ำแต่จะมีกลิ่นรบกวนรุนแรงมากเนื่องจากข้างบนไม่มีน้ำ แนะนำให้พกถุงดำขึ้นไปด้วยและถ่ายหนักใส่ถุงดำ ใช้ทิชชู่เปียกและแห้งที่เตรียมมาทำความสะอาด จากนั้นหาที่ทิ้งถุงดำซึ่งไม่เดือดร้อนผู้อื่นและไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม น่าจะเป็นวิธีถ่ายหนักที่ดีที่สุด

สำหรับเส้นทางต้นจะเป็นทางธรรมดาจนมาถึงจุดผ่านธารน้ำที่มีไม้ไผ่สองอันเป็นสะพานให้ข้าม จากจุดนี้หากเดินไปเรื่อยๆ สลับหยุดถ่ายรูปบ้างเล็กน้อย ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาทีก็จะถึง ป้ายขอต้อนรับสู่เส้นทางผู้พิชิตเขาช้างเผือก เป็นเหมือนจุดสตาร์ทอย่างเป็นทางการสำหรับภารกิจนี้ เส้นทางในช่วงแรก ยังพอมีร่มไม้คอยบังแดดให้อยู่บ้าง เป็นทางเดินเรียบ สลับชันเล็กน้อย ยังเดินได้สบายๆไม่เหนื่อยมากนัก ก่อนจะออกมาสู่เส้นทางเปิดโล่งที่แทบไม่มีร่มไม้ใหญ่ให้เห็น จนมาถึงจุดแวะพักจุดแรกที่ จุดพักต้นซ้าน ถึงตรงนี้คนที่ยังมีกำลังมากพอก็สามารถไปต่อได้ทันที แต่ใครที่ไม่ไหวก็สามารถพักเอาแรงใต้ร่มไม้ใหญ่ก่อนได้ เส้นทางต่อมาเริ่มมีทางเดินที่ชันขึ้นเป็นลำดับ บางจุดอาจต้องมีการใข้มือช่วยดึงตัวขึ้นไปบ้าง ใครที่เดินทางมาเป็นกลุ่มแนะนำให้เดินทางด้วยวิธีจับคู่บัดดี้ไว้คอยช่วยเหลือกัน เพราะบางครั้งการเดินหลงกลุ่มคนเดียวอาจทำให้เหนื่อยล้าและหมดกำลังใจในการไปต่อได้ง่าย

คณะของผมโชคดีที่ได้เดินทางในวันที่อากาศค่อนข้างเป็นใจเลยทำให้ไม่ร้อนมากนัก อีกทั้งยังมีหมอกปกคลุมเล็กน้อยตามเส้นทางเมื่อเริ่มเดินสูงขึ้น เป็นความงามที่ธรรมชาติช่วยเนรมิตรให้ดึงดูดความสนใจเพื่อลดทอนความเหนื่อยออกไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งพอมาถึงประมาณครึ่งทางจากกลุ่มขนาดใหญ่ก็ค่อยๆลดลงมีการเดินช้าบ้างเร็วบ้างตามพละกำลังของแต่ละคน ตลอดเส้นทางก็จะมีจุดพักประจำให้นักท่องเที่ยวพักผ่อนเป็นระยะ หรือใครเหนื่อยตรงไหนก็หามุมหลบแดดพักได้ตามอัธยาศัย โดยเส้นทางช่วงท้ายๆก่อนถึงจุดกางเต็นท์ จะต้องใช้พละกำลังมาก เพราะเป็นจุดที่มีเนินสูงชันเป็นระยะทางยาวพอสมควร ประกอบกับเป็นช่วงที่ร่างกายของทุกคนเริ่มเหนื่อยล้าหลังจากเดินมาหลายชั่วโมง ฝ่าฟันเส้นทางมากินระยะเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า ก็มาถึง จุดที่มีป้ายบอกระยะ 500 เมตรสุดท้าย ก่อนถึงจุดกางเต็นท์ ด่านสุดท้ายก่อนลงสู่ลานกางเต็นท์เป็นเนินลาดชันที่มีเชือกไว้ให้คอยเกาะ ควรใช้ความระมัดระวังในการเดินเพราะหากประมาทอาจพลัดตกลงมาได้ ซึ่งผมและคณะที่มาถึงลานกางเต็นท์กลุ่มแรกใช้เวลาประมาณเกือบ 4 ชั่วโมงในการเดินทาง

หลังจากเดินทางมาถึงจุดกางเต็นท์ข้าวห่อที่ได้เตรียมมาถือเป็นอาหารชั้นเลิศที่ทานแล้วรู้สึกอร่อยเป็นพิเศษ แม้จะมีร่มเงาให้บังแดดเพียงเล็กน้อยแต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะถือว่าเราได้ทำสำเร็จแล้วหนึ่งขั้น แต่ถึงต้องแรกด้วยความเหน็ดเหนื่อยอย่างไม่เคยมาก่อน แต่รับรองว่าความงดงามและบรรยากาศของธรรมชาติที่รายล้อมตัวเราอยู่ จะช่วยให้หายเหนื่อยพร้อมแถมมาด้วยความประทับใจจนยากที่จะลืม ซึ่งบริเวณ จุดกางเต็นท์ ยังมีสัญญาณโทรศัพท์สำหรับบางเครือข่ายให้ได้อัพรูปผ่าน เฟสบุ๊ค อินทราแกรม อวดเพื่อนให้อิจฉากันได้ นั่งพักได้ไม่นานเหล่าลูกหาบก็ทยอยขนสัมภาระและเต็นท์มาถึงในเวลาไล่เรี่ยกัน ยอมรับว่าผมทึ่งและอยากปรบมือให้กับพละกำลังของพวกเขาเป็นอย่างมาก บางคนตัวผอมบาง บางคนเป็นผู้หญิง แต่สามารถแบกของหนักเกือบเท่าน้ำหนักตัวผ่านเส้นทางสุดโหดขึ้นมาได้ โดยเต็นท์ที่ผมนอนเป็นของอุทยานฯ นักท่องเที่ยวสามารถเช่าได้ในราคาคืนละราคา 300 บาทนอนได้ประมาณ 3 คน

พักผ่อนและชื่นชมความงามของธรรมชาติบริเวณลานกางเต็นท์พอสมควรแล้ว ภารกิจต่อไปคือการเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาช้างเผือกที่มีความสูง 1,249 เมตรจากระดับน้ำทะเล ไฮไลท์ที่ทุกคนอยากสัมผัสมากที่สุดในทริปนี้ เส้นทางสำหรับเดินไปสู่ยอดเขาช้างเผือกนั้นต้องเดินผ่านเส้นทางลาดชัน และวัดใจความกล้าบนทางเดินสันเขาที่มีขนาดกว้างกว่าเท้าไม่มากนัก ก่อนจะมาถึงจุดที่ใครต่างก็ล่ำรือถึงความหวาดเสียวที่ สันคมมีด ในจุดนี้ก็จะมีคนที่กลัวความสูงถอดใจนั่งรออยู่บ้าง ผ่านสันคมมีดก็จะเป็นทางเดินสันเขาลากยาว คนที่กลัวความสูงแนะนำอย่ามองลงไปข้างล่าง เพราะสองข้างทางเป็นเหวที่ไม่มีอะไรยึดกั้น มองแค่เส้นทางเดินตรงไปข้างหน้าสลับดูปลายเท้าของตนเองพอ ก่อนจะมาถึงจุดหวาดเสียวและดึงพละกำลังจุดสุดท้ายที่ เนิน 70 องศา ทางเดินขึ้นชันลาดยาวที่ไม่มีอะไรให้ยึดเกาะ ต้องจิกและเกร็งเท้าพอสมควรเพราะหากหงายหลังไปเราจะกลิ้งลงสู่ด้านล่างทันที แต่เมื่อผ่านจุดนี้มาแล้วก็จะขึ้นมาถึง ยอดเขาช้างเผือก ใช้เวลาประมาณ 45 – 60 นาทีจากจุดกางเต็นท์ขึ้นอยู่ที่พละกำลังและการหยุดพักของแต่ละคน

บนยอดเขาช้างเผือกจะสามารถชมความงามของธรรมชาติได้รอบด้าน 360 องศาสามารถเห็นได้ไกลไปถึง เขื่อนวชิราลงกรณ์ นอกจากนี้ยังเห็นภูเขาที่มีหญ้าขึ้นเขียวขจีที่อยู่หลัง ป้ายบอกจุดยอดเขาช้างเผือก รวมถึงมองเห็นเส้นทางที่เราฝ่าฟันมาจนมาถึงบนยอดเขาแห่งนี้ แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดแต่เมื่อได้เห็นภาพความงดงามของธรรมชาติบนยอดเขาช้างเผือก ความเหนื่อยเหล่านั้นก็หายไปจนหมดสิ้น ไม่เพียงความประทับใจและภาพความดงามที่ถ่ายเก็บไว้เท่านั้น ทางอุทยานฯยังมีประกาศนียบัตรมอบให้สำหรับผู้พิชิตเขาช้างเผือกทุกคนอีกด้วย ชมความงามและสูดรับอากาศบริสุทธิ์จนเต็มปอดแล้ว ฟ้าเริ่มมืดลงส่งสัญญาณให้เดินทางกลับเข้าที่พักแรม เส้นทางลงเนิน 70 องศาถือว่าสาหัสกว่าตอนขึ้นมาก เราต้องนั่งหันหน้าออกและใช้ก้นค่อยๆดันตัวลงไป แต่เมื่อผ่านไปได้ก็ไม่มีปัญหา เสร็จสิ้นภารกิจพิชิตเขาช้างเผือกด้วยมื้อค่ำที่จุดกางเต็นท์ กิจกรรมดูดาวเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดเพราะยามค่ำคืนบนเขาช้างเผือกดวงดาวส่องแสงเต็มท้องฟ้าสวยงามมาก ก่อนจะตื่นเช้ามารับอากาศบริสุทธิ์และสัมผัสไอหมอกที่อยู่รอบตัว เตรียมมุ่งหน้าลงสู่บ้านอีต่องเป็นอันจบการเดินทางอย่างสมบูรณ์แบบ

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
สนใจงาน ทำผ่านอินเตอร์เน็ตติดต่อได้ที่คุณปริญญาโทร088-873-9626,084-655-0679 พร้อมนำรหัสงาน+++G130003+++รับงานได้ทันที