เงินได้ก้อนสุดท้ายวัยเกษียณอายุใช้อย่างไรให้เพียงพอปลอดภัย

เงินเกษียณใช้ให้ปลอดภัย เงินได้ก้อนสุดท้ายวัยเกษียณอายุใช้ให้พอปลอดภัยจากการทำงานอันเหน็ดเหนื่อยตลอด30-40ปีที่ได้เงินเก็บด้วยตัวเองและรัฐบาลหรือบริษัทเอกชนที่ทำงานด้วยยังมีสวัสดิการบางอย่างให้กับผู้มีเงินเดือนที่ได้ทำงานมาทั้งชีวิต วิธีการบริหารเงินในวัยเกษียณจะต้องเน้นความปลอดภัยและเงินต้นเป็นหลัก

 

 

เงินเกษียณใช้ให้ปลอดภัย

เมื่อชีวิตได้ล่วงเลยจนย่างเข้าสู่วัยเกษียณ บางคนอาจดีใจที่จะได้พักผ่อนจากการทำงานอันเหน็ดเหนื่อยตลอด 30 – 40 ปีเสียที แต่ทว่ารายได้ที่ขาดหายไป ย่อมทำให้ฉุกคิดว่าแล้วเราจะมีเงินพอใช้ได้อีกเป็นเวลากี่เดือนกี่ปีกันล่ะ แต่ชีวิตยังคงมีความหวังอยู่บ้าง เพราะนอกจากเงินที่ได้เก็บหอมรอมริบมาด้วยตนเองแล้ว รัฐบาลหรือบริษัทเอกชนที่เราทำงานด้วย ยังมีสวัสดิการบางอย่างให้กับผู้มีเงินเดือนที่ได้ทำงานมาทั้งชีวิต เช่น ผู้ที่อยู่ในระบบราชการจะมีเงินบำเหน็จบำนาญจากกองทุน กบข. ส่วนพนักงานบริษัทเอกชนก็มีบำเหน็จบำนาญชราภาพจากกองทุนประกันสังคม และเงินสะสมจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมทั้งเงินชดเชยเมื่อเกษียณจากการทำงานอีกด้วย เมื่อได้นำเงินเหล่านี้มารวมกับเงินเก็บของเราแล้ว ก็ต้องวางแผนใช้เงินก้อนนี้ให้ดี เนื่องจากถ้าเมื่อใดที่เราใช้เงินก้อนนี้หมดไป เราก็จะขาดทั้งสภาพคล่อง และปัจจัยต่าง ๆ ในการดำรงชีพ

วิธีการบริหารเงินในวัยเกษียณ จะต้องเน้นความปลอดภัยของเงินต้นเป็นหลัก ในขณะเดียวกันอย่างน้อยผลตอบแทนรวมของการลงทุนก็ควรมากกว่าหรือเท่ากับเงินเฟ้อ เพื่อให้ไม่สูญเสียอำนาจการซื้อของเงินก้อนหลังเกษียณ นอกจากนี้ ควรมีสภาพคล่องในการใช้จ่ายที่เพียงพอ แนะนำว่าให้มีเงินสำรองชั้นแรกเก็บเอาไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่มีบัตร ATM หรือบัตรเดบิต เพื่อให้สามารถนำมาใช้จ่ายได้ทันที โดยสำรองไว้จำนวน 1 – 2 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำเดือน และควรมีเงินสภาพคล่องชั้นที่สองเก็บเอาไว้ในรูปบัญชีเงินฝากประจำ 3 เดือน ประมาณ 12 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เผื่อเกิดเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน หรือมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินด่วน ก็ยังสามารถเดินเข้าไปเบิกเงินจากธนาคารได้ทันที (แต่อาจเสียโอกาสในการได้ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ คงเหลือเพียงแค่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เท่านั้น) นอกจากนี้ถ้าหากต้องเดินทางไปท่องเที่ยว แนะนำให้ทำประกันอุบัติเหตุแบบ Travel Insurance เอาไว้ด้วย เผื่อเจ็บป่วยระหว่างเดินทางจะได้มีตัวช่วยบรรเทาภาระค่ารักษาพยาบาลได้

สำหรับเงินส่วนที่เหลือจากการเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากประจำเพื่อเป็นเงินสำรองแล้ว แนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น ทองคำ หุ้นกู้ พันธบัตร กองทุนรวม และอสังหาริมทรัพย์ ตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตนเอง และความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคล โดยสินทรัพย์ลงทุนในส่วนนี้จะมุ่งเน้นเป็นการลงทุนเพื่อสร้างกระแสเงินสด ให้มีรายรับสม่ำเสมอ ซึ่งอาจลงทุนในหุ้นกู้ที่ให้ดอกเบี้ยสูงในสัดส่วนที่มากหน่อย เพื่อความสม่ำเสมอของรายได้จากดอกเบี้ย และอาจมีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เอาไว้บ้าง ซึ่งสามารถลงทุนได้ทั้งในรูปแบบกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ นอกจากนี้ แนะนำให้มีการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี มีนโยบายจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอเอาไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการรับเงินปันผล

สำหรับจำนวนเงินที่ใช้จ่ายหลังเกษียณ และไม่ทำให้เงินต้นลดลงนั้น มีวิธีคำนวณง่ายๆ คือนำรายได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ย เงินปันผล หรือค่าเช่ารับทั้งปี (ถ้ามี) รวมทั้งหมดได้เท่าไร นำมาหาร 12 ให้เป็นรายได้ต่อเดือน หากเราใช้จ่ายไม่เกินรายได้ที่ได้รับมาในแต่ละปี ก็จะไม่ทำให้เงินลงทุนของเราต้องลดลง เช่น ได้รับดอกเบี้ย เงินปันผล รวมทั้งรายได้จากค่าเช่าทั้งปีจำนวน 240,000 บาท เมื่อนำมาหาร 12 จะเท่ากับ 20,000 บาท ดังนั้น ในปีนี้ หากเราใช้จ่ายไม่เกินเดือนละ 20,000 บาท ก็จะไม่กระทบกับเงินต้นที่ได้ลงทุนเอาไว้ แต่ถ้าใช้เงินเกินกว่ารายรับนี้ เงินต้นก็จะลดลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น แนะนำให้คำนวณว่าเงินต้นที่มีเพียงพอใช้จ่ายในยามเกษียณมากน้อยแค่ไหน หากเงินที่มีสามารถใช้จ่ายได้เพียงแค่ 10-15 ปี แนะนำให้ปรับลดค่าใช้จ่ายลง

สำหรับเงินก้อนสุดท้ายจะสามารถใช้ได้อย่างเพียงพอหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับวินัยการใช้เงิน ถ้าหากว่าใช้เงินไม่เกินกว่าที่สินทรัพย์ลงทุนสามารถสร้างรายรับให้กับเราในแต่ละปี ก็จะมีเงินใช้ได้เรื่อยๆ และมีมรดกให้กับลูกหลานได้
โดยเดลินิวส์

งานเสริมรายได้ดี Click >> ดูรายละเอียดงาน