เศรษฐกิจพอเพียงกับความมีเหตุผลและการมีภูมิคุ้มกันที่ดีของชีวิต

เศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียงกับความมีเหตุผลและการมีภูมิคุ้มกันที่ดีของชีวิต ตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับการมีเหตุผลในระบบเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นอยู่แก่เราในวันนี้ย่อมมีต้นเรื่องมาก่อนต้นเรื่องนั้นคือเหตุสิ่งที่รับคือผลและผลที่เกิดขึ้นจะเป็นเหตุให้เกิดผลอื่นๆต่อเนื่องกันไป

 

เศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง

การดำเนินชีวิตด้วยความพอประมาณ โดยการเริ่มต้นออมเงิน การเตรียมเงินสำรองเพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉิน จนถึงการยกระดับฐานะให้สูงขึ้นอย่างพอเพียง ซึ่งความพอประมาณเป็นหนึ่งในสามห่วงของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับบทความนี้ จะขอนำเสนอหลักการของอีกสองห่วงที่เหลือ ได้แก่ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี

ความมีเหตุผล

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับความมีเหตุผลในระบบเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นอยู่แก่เราในวันนี้ ย่อมมีต้นเรื่องมาก่อน ต้นเรื่องนั้นคือเหตุ สิ่งที่ได้รับคือผล และผลที่เกิดขึ้น จะเป็นเหตุให้เกิดผลอื่น ๆ เนื่องกันไปอีกไม่หยุดยั้ง ดังนั้นที่พูดกันว่า ให้พิจารณาเหตุผลให้ดีนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ให้พิจารณาการกระทำหรือกรรมของตนให้ดีนั่นเอง คนเราโดยมากมักนึกว่า อนาคตจะเป็นอย่างไรเราทราบไม่ได้ แต่ที่จริงเราย่อมจะทราบได้บ้างเหมือนกัน เพราะอนาคตก็ไม่ควรจะตกต่ำ ฉะนั้น เมื่อกระทำการใดๆ ควรจะได้นึกว่าการนั้นจะมีผลสืบไปในอนาคต จักได้มีสติ กระทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรู้ตัวและระมัดระวัง ทั้งควรจะสำนึกตระหนักด้วยว่า การพิจารณาการกระทำของตนเองในปัจจุบันนั้น นับว่าสำคัญที่สุด จะต้องคิดพิจารณาให้รอบคอบและถ่องแท้ทุกครั้งไป มิฉะนั้นผลที่เกิดขึ้นอาจทำให้ต้องผิดหวังอย่างมากที่สุดก็เป็นได้” สามารถสรุปได้ว่า “ความมีเหตุผล” คือ มีเหตุมีผล และมีความรอบคอบในการดำเนินชีวิต ซึ่งมี 3 เรื่องใหญ่ๆ ด้วยกัน ได้แก่ การใช้จ่าย การก่อหนี้ และการลงทุน

  • การใช้จ่าย เราควรมีเหตุผลในการใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อของแต่ละครั้งว่า สิ่งของชิ้นนั้น ซื้อเพราะความจำเป็น หรือเพราะความอยากได้เท่านั้น ตัวอย่างเช่น การซื้อรถยนต์ โดยก่อนซื้อรถยนต์ เราต้องตอบตัวเองก่อนว่าซื้อเพื่ออะไร จำเป็นหรือไม่ หากซื้อเพื่อใช้ในการทำธุรกิจ รับส่งสินค้า หรือซื้อเพื่อเป็นรถสำหรับครอบครัว แบบนี้จัดเป็นการใช้จ่ายที่มีเหตุผล แต่หากซื้อเพราะอยากมีรถคันใหม่เหมือนคนอื่นๆ แบบนี้อาจจัดเป็นการใช้จ่ายที่ไม่มีเหตุผล

  • การก่อหนี้ ในเบื้องต้น เราต้องพิจารณาให้ดีว่าเรามีกำลังพอจะชำระหนี้ก้อนนั้นหรือไม่ โดยต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า สร้างหนี้ก้อนนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร เป็นหนี้ที่ดีมีความสมเหตุสมผลหรือไม่ เช่น กู้เงินมาซื้อบ้านเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของตนเองหรือครอบครัว หรือกู้เงินมาลงทุนขยายกิจการ แบบนี้จัดเป็นหนี้ที่ดี แต่หากกู้เงินเพื่อการบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือซื้อของฟุ่มเฟือย แบบนี้จัดเป็นหนี้ไม่ดี ก็ไม่ควรที่จะก่อหนี้ก้อนนี้ขึ้นมา

นอกจากนี้ ทุกครั้งก่อนคิดจะเป็นหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินเชื่อรถยนต์ หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หรือแม้แต่หนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัย เราจะต้องคำนึงว่า ค่าผ่อนชำระหนี้โดยรวมในแต่ละเดือนนั้น จะต้องไม่มากเกินกว่า 1 ใน 3 ของรายได้ที่เราได้รับมาในแต่ละเดือนอีกด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อความมั่นคง และมั่นใจว่าเราจะมีความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ก้อนนั้นได้อย่างไม่มีปัญหาในอนาคต

  • การลงทุน แน่นอนว่าการลงทุนไม่ว่าอะไรก็ตาม เราย่อมคาดหวังผลตอบแทนจากเงินลงทุนนั้น แต่ผลตอบแทนก็ต้องสมเหตุสมผลกับการลงทุนนั้นๆ ด้วย ตัวอย่างง่ายๆ การลงทุนในสินทรัพย์การเงิน สินทรัพย์ใดที่มีความเสี่ยงต่ำ ก็ย่อมให้ผลตอบแทนคาดหวังต่ำ และสินทรัพย์ใดที่มีความเสี่ยงสูง ย่อมมีโอกาสสร้างผลตอบแทนคาดหวังสูง เช่น หุ้น เป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงกว่า เงินฝาก หุ้นจึงมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า เป็นต้น การลงทุนต้องมีเหตุมีผล หากการลงทุนใดที่โฆษณาว่าจะได้กำไร หรือผลตอบแทนสูง แบบนี้เป็นการลงทุนที่ไม่มีเหตุผล ก็ไม่ควรนำเงินไปลงทุน

การมีภูมิคุ้มกันที่ดี

“การมีภุมิคุ้มกันที่ดี” คือ การเตรียมใจให้พร้อมรับผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยภูมิคุ้มกันพื้นฐานที่ทุกคนควรมี คือ การจัดสรรปันส่วนทรัพย์สินของเราเก็บเป็นเงินสำรองประมาณ 6 เท่าของรายจ่ายเฉลี่ยของครอบครัว แนะนำเก็บออมในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง เช่น เงินฝากออมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ที่สามารถเบิกถอนมาใช้ได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ

นอกจากเงินสำรองแล้ว การทำประกันก็เป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเสาหลักครอบครัว หรือมีผู้อยู่ในอุปการะต้องดูแล เช่น บุตร คู่สมรส บุพการี ซึ่งเราควรทำประกันชีวิตให้มีทุนประกันเพียงพอกับค่าใช้จ่ายของครอบครัว หรือหากมีบุตร ก็ควรทำทุนประกันให้ครอบคลุมค่าเล่าเรียน และค่าใช้จ่ายของบุตรจนจบระดับการศึกษาที่ต้องการ หากมีบุพการีที่เราต้องดูแล ทุนประกันควรมีให้เพียงพอสำหรับบุพการีของเราสามารถนำไปใช้จ่ายได้ตลอดชีวิต เป็นต้น สำหรับผู้ที่รายได้ไม่มากนัก แต่มีภาระหรือผู้ที่ต้องอุปการะมาก สามารถเลือกทำประกันชีวิตที่เบี้ยประกันภัยต่ำ แต่ให้ความคุ้มครองสูง เช่น ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ หรือประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา และนอกจากประกันชีวิตที่เราควรทำแล้ว ก็ควรทำประกันสุขภาพ และประกันอุบัติเหตุเพิ่มเติมจากสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่เรามีอยู่ เพื่อให้มีความคุ้มครองเพียงพอหากเกิดเจ็บป่วย หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น

ชีวิตของเราจะมีความมั่นคงสูงขึ้น หากเรานำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงในเรื่องของความมีเหตุผล และการสร้างระบบภูมิคุ้มกันไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเอง โดยเราต้องคิดถึงเหตุผลทุกครั้งเมื่อมีการใช้เงินทั้งในด้านการใช้จ่าย การก่อหนี้ และการลงทุน นอกจากนี้ เราควรสร้างระบบภูมิคุ้มกันทางการเงินเอาไว้ให้เพียงพอ ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ที่ยากลำบากในอนาคต ทั้งตัวเราเองและครอบครัวจะได้ไม่ลำบาก
โดยเดลินิวส์

งานเสริมรายได้ดี Click >> ดูรายละเอียดงาน