โรคมะเร็งตับ สาเหตุของการเกิดโรค วิธีการรักษาดูแลป้องกันโรค

โรคมะเร็งตับ สาเหตุของการเกิดโรคและวิธีการรักษาดูแลป้องกันโรค มะเร็งตับพบเป็นอันดับ 1 ในเพศชายและอันดับ 3 ในเพศหญิง โดยจะพบในอายุ 50-65ปี สาเหตุของการเกิดโรค เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี การดื่มสุรา สารพิษอัลฟาท็อกซิน ซึ่งปนเปื้อนอยู่ในอาหารพวกธัญพืชได้แก่ ถั่ว ข้าวโพด พริกแห้ง หรือเกิดจากการติดเชื้อพยาธิในตับทำให้เกิดการอักเสบของท่อทางเดินน้ำดีและเกิดเป็นโรคมะเร็งตับได้

โรคมะเร็งตับ
โรคมะเร็งตับ

จากสถิติของประเทศไทย โรคมะเร็งตับเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 1 ในเพศชายและเป็นอันดับ 3 ในเพศหญิง รองจากมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม มะเร็งตับพบมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยพบมากที่อายุ 50-65 ปี อัตราการเกิดมะเร็งตับมีความแตกต่างกันในแต่ละภาคต่าง ๆ ของประเทศ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมีอัตราของโรคมะเร็งตับสูงสุด โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นเป็นบริเวณที่พบอัตราการเกิดของโรคมะเร็งท่อทางเดินน้ำดีตับสูงที่สุดในโลก สาเหตุของการเกิดมะเร็งตับเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี การดื่มสุรา สารพิษอัลฟาท็อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งปนเปื้อนอยู่ในอาหารพวกธัญพืช ได้แก่ ถั่ว ข้าวโพด พริกแห้ง หรือเกิดจากการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ทำให้เกิดการอักเสบของ

ท่อทางเดินน้ำดีและเกิดเป็นมะเร็งของท่อทางเดินน้ำดีในตับได้ เนื่องจากโรคมะเร็งตับเป็นโรคที่มีอัตราการตายสูง การตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรกทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาและมีอัตราการรอดชีวิตมากขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงเช่น ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง, ตับแข็งจากสาเหตุอื่น ๆ หรือผู้ป่วยที่มีประวัติการเกิดมะเร็งตับในครอบครัว ควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคเพื่อเฝ้าระวังการเกิดโรค โดยการตรวจหาระดับแอลฟาฟีโตโปรตีนในเลือด (AFP) และอัลตราซาวด์เพื่อดูก้อนในตับทุกๆ 6 เดือน

แนวทางการรักษาโรคมะเร็งตับในปัจจุบันสามารถทำได้หลายวิธี คือ การผ่าตัด การฉายรังสี และการใช้ยาเคมีบำบัด ซึ่งจะใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลาย ๆ วิธีร่วมกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของก้อนมะเร็งได้แก่ ขนาด ตำแหน่ง และจำนวนของก้อนมะเร็ง และสุขภาพร่างกายของผู้ป่วย โดยพิจารณาว่าผู้ป่วยมีตับแข็งหรือไม่ ผู้ป่วยสามารถทนการผ่าตัดรักษาได้หรือไม่ การรักษาโรคมะเร็งตับจะได้ผลดีเมื่อเป็นระยะแรกหรือก้อนมะเร็งขนาดเล็ก โดยการผ่าตัด หรือทำลายก้อนมะเร็งโดยใช้ความร้อนหรือฉีดแอลกอฮอล์เข้าไปทำลายก้อนมะเร็งโดยตรง ผู้ป่วยที่เหมาะที่จะรักษาโดยการผ่าตัดได้แก่ ผู้ที่มีก้อนมะเร็งขนาดเล็กกว่า 5 ซม. หรือมีหลายก้อนที่อยู่ใกล้กันและสามารถผ่าตัดออกไปได้โดยยังมีตับที่เหลือเพียงพอ แต่เนื่องจากส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์เมื่อมะเร็งมีขนาดใหญ่หรือลุกลามไปมากแล้ว จึงไม่สามารถรักษาให้หายได้ มะเร็งตับจึงเป็นมะเร็งชนิดที่มีอัตราการตายสูงสุด สาเหตุการตายเกิดจากทั้งมะเร็งเองหรือภาวะแทรกซ้อนจากตับแข็งหรือตับวาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงมักมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน การรักษาด้วยเคมีบำบัดสูตรต่าง ๆ นั้นมีการศึกษาแล้วพบว่าผลการตอบสนองต่อการรักษายังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก เป้าหมายของการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเป็นการรักษาแบบประคับประคองเท่านั้น

การใช้สมุนไพรเพื่อมารักษาโรคมะเร็งตับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาแผนปัจจุบัน โดยการรักษาอาจใช้สมุนไพรหลายชนิดมาผสมผสานกันหรือเลือกใช้เพียงบางส่วนของพืชเพื่อหวังผลในการรักษาหรือบรรเทาอาการของโรค อย่างไรก็ตาม การใช้ยาสมุนไพรชนิดต่าง ๆ นอกเหนือจากประโยชน์ที่ได้รับแล้วยังมีข้อควรระวังคือ อาจมีพิษต่อร่างกาย หรือมีปฏิกิริยาต่อยาหรือสมุนไพรอื่นที่ได้รับร่วมกัน ดังนั้นจึงควรมีข้อมูลการศึกษาวิจัยบทบาทในการรักษาในแง่ประสิทธิภาพการตอบสนองต่อโรคมะเร็ง หรือมีผลต่อคุณภาพชีวิต รวมถึงมีผลข้างเคียงเป็นอย่างไรก่อนมีการนำมาใช้ในผู้ป่วยมะเร็ง

การป้องกันโรคมะเร็งตับอาจทำได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การรักษาภาวะตับอักเสบเรื้อรังและป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โดยการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีในทารกแรกเกิด ไม่ดื่มสุรา/เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับแข็ง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีสารก่อมะเร็งได้แก่ อาหารที่มีราขึ้น อาหารที่ใส่ดินประสิวและไนไตรท์ อาหารหมักดอง เป็นต้น นอกจากนั้น คนในถิ่นระบาดของโรคพยาธิใบไม้ตับ ควรพบแพทย์/พยาบาลขอรับการตรวจอุจจาระเพื่อตรวจหาไข่ของพยาธิใบไม้ตับ โดยความถี่ในการตรวจขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์/พยาบาล เพื่อการรักษาโรคพยาธิใบไม้ตับก่อนเกิดอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดีซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงเนื้อเยื่อท่อน้ำดีไปเป็นมะเร็งได้.

ผศ.อภิญญา ลีรพันธ์

บันทึก