ใส่บาตรเทียนสืบสานประเพณีปั่นจักรยานเที่ยวชมเมืองเวียงสา

ใส่บาตรเทียนสืบสานประเพณีปั่นจักรยานเที่ยวชมเมือโงเวียงสาของจังหวัดน่านซึ่งเป็นพื้นที่ถูกโสอบไปดวยขุนเขาน้อยใหญ่โดยมีวััฒนธรรมที่โดดเด่นและมีเสน่ห์ชวนสัมผัสประเพณีใส่บาตรเทียนหนึ่งเดียวในประเทศไทยอยู่คู่กับชาวเมืองเวียงสามาช้านานต้นกำเนิดเกิดที่วัดบุญยืนเริ่มตั้งแต่พ.ศ.2344 หลังจากเจ้าฟ้าอัตถวรปัฌโญทรงสร้างวัดบุญยืนได้1ปี

 

ใส่บาตรเทียนสืบสานประเพณี

น่าน เป็นจังหวัดเล็ก ๆ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยขุนเขาน้อยใหญ่ มีอาณาเขตทิศเหนือและทิศตะวันออกติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทิศใต้ติดกับจังหวัดอุตรดิตถ์ และทิศตะวันตกติดจังหวัดแพร่ พะเยาและเชียงราย ด้วยความที่เป็นเมืองชายแดนแห่งล้านนาตะวันออก จึงทำให้จังหวัดน่านมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นและมีเสน่ห์ชวนสัมผัส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ประเพณีใส่บาตรเทียน” ซึ่งถือเป็นประเพณีหนึ่งเดียวในประเทศไทย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานแพร่ ซึ่งรับผิดชอบการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ให้ความรู้ว่า ประเพณีใส่บาตรเทียน ถือเป็นประเพณีสำคัญที่คณะสงฆ์และคณะศรัทธาสาธุชนชาวอำเภอเวียงสา ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านาน ซึ่งไม่ปรากฏชัดว่าเริ่มขึ้นเมื่อใด สันนิษฐานว่าน่าจะเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2344 หลังจากเจ้าฟ้าอัตถวรปัณโญทรงสร้างวัดบุญยืนได้ 1 ปี

วัดบุญยืน เป็นสถานที่จัดงานประเพณีใส่บาตรเทียนในสมัยก่อน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2343 สร้างเสร็จเมื่อปี 2344 และเริ่มมีประเพณีใส่บาตรเทียนขึ้น เนื่องจากในยุคโบราณยังไม่มีไฟฟ้าใช้ พระภิกษุสามเณรทุกรูปในอำเภอเวียงสาจึงได้กำหนดเอา วันแรม 2 ค่ำ เดือน 8 (หรือเดือน 10 เหนือ) หรือหลังวันเข้าพรรษา 1 วัน จัดพิธีสูมาคารวะ หรือพิธีขอขมาแก่เจ้าคณะอำเภอและพระชั้นผู้ใหญ่ขึ้น ในขณะที่พุทธบริษัททั้งหลายต่างก็ถือเอาวันเดียวกันนี้นำเทียนและดอกไม้มาถวายแด่พระภิกษุ-สามเณร เพื่อให้ได้มีแสงสว่างไว้ปฏิบัติศาสนกิจและศึกษาพระธรรมวินัยในยามค่ำคืน ซึ่งสอดคล้องกับพุทธบัญญัติที่ให้ญาติโยมได้ถวายเทียนให้กับพระภิกษุ สามเณร

เดิมทีประเพณีใส่บาตรเทียน เป็นประเพณีที่ทำเฉพาะวัดบุญยืน และต่อมาได้ขยายไปทั่วอำเภอเวียงสา สืบเนื่องจากวัดบุญยืนเป็นวัดที่มีเจ้าคณะอำเภออยู่จำพรรษามาตั้งแต่อดีต พระภิกษุสามเณรทุกรูปในอำเภอจึงได้มาทำพิธีขอขมา (สูมาคารวะ) เจ้าคณะอำเภอและพระเถระที่มีอายุพรรษามากที่วัดนี้ จึงเกิดการสานต่อประเพณีใส่บาตรเทียนขึ้น ในวันแรม 2 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปีมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตามประเพณีใส่บาตรเทียนที่จังหวัดน่านนี้ ถือเป็นประเพณีที่มีแห่งเดียวในประเทศไทย อยู่คู่กับชาวอำเภอเวียงสามาเป็นเวลาช้านาน เพราะเป็นประเพณีที่มีทั้งฝ่ายพระสงฆ์ และคฤหัสถ์ใส่บาตรร่วมกัน ส่วนที่อื่นปรากฏเฉพาะคฤหัสถ์ใส่บาตรพระเพียงอย่างเดียว จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะช่วยกันสืบรักษาประเพณีนี้ไว้ให้อยู่คู่กับชาวอำเภอเวียงสาต่อไป โดยพิธีใส่บาตรเทียนจะแตกต่างจากพิธีแห่เทียนตรงที่จะใช้เทียนแท่งเล็ก ๆ ขนาดเท่าเทียนวันเกิด และดอกไม้เล็ก ๆ ที่หาได้ตามท้องถิ่น หรือตามบ้านเรือนชาวบ้าน เพื่อนำมาใส่บาตรอย่างละนิดละหน่อย ถึงแม้ปัจจุบันจะมีไฟฟ้าใช้แล้วก็ตาม แต่ยังมีการนำเทียนไปใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการทำวัตรเช้า-เย็น การจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย

สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาร่วมสืบสานประเพณีใส่บาตรเทียน อยากจะขอความร่วมมือในเรื่องของการแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ถ้าใช้ชุดสีขาวได้จะดีมาก ส่วนดอกไม้และเทียนขอให้เตรียมไปเอง เนื่องจากอยากให้เป็นการศรัทธาจริง ๆ เพราะดอกไม้ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตมาก แต่เป็นดอกไม้ที่หาได้ตามท้องถิ่น อย่างเช่น ดอกเฟื่องฟ้า ดอกกระดังงา ซึ่งทางวัดไม่มีบริการขายดอกไม้และเทียน เพราะอยากให้เป็นความศรัทธาของตัวเองที่เตรียมมาเอง

ขั้นตอนการใส่บาตรเทียนนั้นชาวบ้านจะหยิบเทียนและดอกไม้ทีละเล็กละน้อยค่อย ๆ ใส่บาตรแต่ละบาตรอย่างช้า ๆ ซึ่งการใส่บาตรเทียนที่วัดบุญยืนแห่งนี้มีความเชื่อกันว่าวัดบุญยืนเป็นวัดที่มีพระธาตุ ถ้าผู้ใดได้ร่วมประเพณีนี้แล้วจะมีความฉลาด สมองดี เพราะเราได้ถวายเทียนให้พระภิกษุเพื่อนำไปใช้ในการให้แสงสว่างในการอ่านหนังสือ ศึกษาธรรมะ อานิสงส์ในการทำบุญก็จะส่งผลให้ตัวเราและลูกหลานมีความฉลาดเฉลียวและมีอายุยืนสมกับชื่อวัดบุญยืนอีกด้วย

ประเพณีใส่บาตรเทียนในอดีตจะเป็นแค่ความศรัทธาของคนในท้องถิ่น มีแค่ชาวบ้านมาร่วมประเพณี แต่ช่วงหลังเริ่มเห็นคนต่างถิ่นและวัยรุ่นเข้ามาร่วมงานเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอำเภอเวียงสาอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองน่าน นอกจากจะได้มาร่วมพิธีบุญแล้วยังสามารถท่องเที่ยวชมวิวทิวทัศน์ได้รอบ ๆ เมืองอีกด้วย โดยเฉพาะกิจกรรมปั่นจักรยานชมวิวรอบเมืองเวียงสาเป็นที่นิยมมาก หากนักท่องเที่ยวสนใจที่บริเวณใกล้ ๆ วัดบุญยืนมีร้านเช่าจักรยานอยู่ที่ปั๊มเชลล์ ห่างจากวัดไม่ถึง 1 กิโลเมตร ซึ่งสามารถเริ่มต้นปั่นจักรยานจากวัดบุญยืนได้โดยมีบริการแผนที่ติดอยู่ที่หน้าวัด

จุดแรกที่ต้องผ่านและแวะคือเทศบาลตำบลเวียงสา เพราะสวยงามมาก เป็นตึกไม้ฉลุลายโบราณ ในหลวงและพระราชินีเคยเสด็จเยือนเมื่อประมาณปี 2510 มีพระบรมฉายาลักษณ์ของทั้ง 2 พระองค์ตั้งอยู่ จากนั้นปั่นจักรยานลัดเลาะมาตามทุ่งนา ช่วงงานประเพณีใส่บาตรเทียนเป็นช่วงที่ข้าวออกรวงเขียวขจีพอดี จึงทำให้ได้สัมผัสธรรมชาติที่สดชื่น จุดต่อไปผ่านวัดบุญนาคแวะกราบสักการะขอพร และวนต่อไปยังสะพานข้ามแม่น้ำน่าน เป็นจุดพักผ่อนที่มีร้านอาหารมากมายให้เลือกรับประทาน เมื่อหายเหนื่อยแล้วก็ปั่นจักรยานต่อไปที่วัดดอนชัย เพราะเมื่อผ่านวัดมาแล้วสามารถแวะชมรถถีบเก่า ๆ (รถจักรยานซึ่งทางเหนือเรียกรถถีบ) และถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้ จุดสุดท้ายวนกลับมาทางสะพานข้ามแม่น้ำน่านเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์สดชื่นก่อนที่กลับมายังวัดบุญยืนเหมือนเดิม ซึ่งใช้เวลาไม่มากในการเที่ยวชมแถมได้ออกกำลังกายด้วย

ประเพณีใส่บาตรเทียนเป็นประเพณีที่มีการสืบทอดกันมายาวนาน จากหลักฐานการสร้างวัดบุญยืนเป็นเวลากว่า 200 ปีแล้ว ปัจจุบันประเพณีนี้ยังคงมีอยู่เพราะส่วนหนึ่งชาวบ้านท้องถิ่นยังคงสืบสานและช่วยกันจรรโลงไว้ ใครที่ไม่เคยมาร่วมจึงอยากให้มาลองชมดู เพราะเป็นพิธีกรรมที่ไม่ยุ่งยากไม่มีการปรุงแต่ง แถมได้ท่องเที่ยวเมืองเวียงสาชมความเป็นธรรมชาติถือว่าคุ้มสุดสุด ในช่วงวันหยุดพักผ่อนนี้.

โดยเดลินิวส์

งานเสริมรายได้ดี Click >> ดูรายละเอียดงาน